เพียงไม่กี่ปีก่อน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ยังถูกยกให้เป็นหนึ่งในเรื่องราวแห่งความสำเร็จของพรีเมียร์ลีก สโมสรที่เคยเผชิญความยากลำบาก สามารถก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก ได้สำเร็จในปี 2023 สร้างค่ำคืนประวัติศาสตร์ให้แฟนบอล “ทัพขุนค้อน” ได้จดจำ
แต่ฟุตบอลเปลี่ยนแปลงเร็วเสมอ และวันนี้ เวสต์แฮมต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้าย เมื่อพวกเขาตกชั้นสู่เดอะ แชมเปียนชิพ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011
นี่ไม่ใช่เพียงความล้มเหลวของผลงานในสนาม แต่มันคือผลลัพธ์ของความผิดพลาดสะสม ทั้งการบริหารที่ไร้ทิศทาง ความแตกแยกภายในห้องแต่งตัว การตัดสินใจผิดพลาดของฝ่ายเทคนิค และความล้มเหลวในตลาดซื้อขายนักเตะ
ฤดูกาลนี้ของเวสต์แฮมจึงถูกมองว่าเป็น “ฤดูกาลแห่งความโกลาหล” อย่างแท้จริง
หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุด คือการสูญเสียแกนหลักของทีม
การอำลาของนักเตะประสบการณ์สูงอย่าง มิคาอิล อันโตนิโอ, อารอน เครสส์เวลล์ และ วลาดิเมียร์ คูฟาล ไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องฝีเท้า แต่มันคือการสูญเสียผู้นำในห้องแต่งตัว
นักเตะกลุ่มนี้คือคนที่คอยประคองบรรยากาศภายในทีม สร้างวินัย และเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะซีเนียร์กับแข้งรุ่นใหม่
เมื่อพวกเขาจากไป เวสต์แฮมเหมือนสูญเสีย “กาว” ที่ยึดทุกอย่างไว้ด้วยกัน บรรยากาศภายในทีมแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ว่ากันว่า..ไม่มีแม้แต่งานเลี้ยงคริสต์มาสประจำปี ไม่มีการตั้งกลุ่ม WhatsApp สำหรับนักเตะเพื่อสื่อสารกัน
รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้สะท้อนภาพใหญ่ได้อย่างชัดเจนว่า เวสต์แฮมกำลังขาดความเป็นหนึ่งเดียว ปัญหายิ่งหนักขึ้นเมื่อ นูโน เอสปิริโต ซานโต เข้ามารับตำแหน่งต่อจาก แกรห์ม พอตเตอร์
แน่นอน การแต่งตั้งเขาถูกคาดหวังว่าจะเป็นจุดเปลี่ยน โดยเฉพาะเมื่อเขาได้รับค่าเหนื่อยระดับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม
นูโนไม่สามารถดึงทีมงานคู่ใจจาก น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ มาร่วมงานได้จากปัญหาทางกฎหมาย ทำให้เขาต้องทำงานกับทีมสต๊าฟที่ไม่ได้ลงตัว
รูปแบบการบริหารของเขายังสร้างความไม่พอใจอย่างมากในหมู่นักเตะ มีรายงานว่าเขาแทบไม่พูดคุยกับลูกทีมในช่วงพักครึ่งหรือหลังจบเกม หลายครั้งปล่อยให้ผู้ช่วยเป็นคนจัดการซ้อมแทน
ส่งผลให้นักเตะรู้สึกว่าขาดความชัดเจนด้านแทคติก และไม่ได้รับการเตรียมพร้อมอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อถูกนำไปเปรียบเทียบกับยุคของพอตเตอร์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องรายละเอียดในการซ้อมและการสื่อสารกับนักเตะ
ความสัมพันธ์ที่แตกร้าวลุกลามไปถึงระดับบุคคล เจมส์ วอร์ด-พราวส์ ถูกสั่งแยกซ้อมเดี่ยว นอกจากนั้นนูโนมีปากเสียงกับ มาร์ก โรบสัน หนึ่งในทีมงานสต๊าฟ
และกรณีรุนแรงที่สุดคือความขัดแย้งกับ ฌอง-แคลร์ โตดิโบ หลังถูกเปลี่ยนตัวออกจนมีรายงานว่านักเตะประกาศชัดว่าจะไม่ลงเล่นภายใต้การคุมทีมของเขาอีก
เมื่อห้องแต่งตัวแตกแยก ผลงานในสนามย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะเดียวกัน ตลาดซื้อขายนักเตะก็กลายเป็นอีกหนึ่งหายนะ เวสต์แฮมใช้แนวทางแบบ “หว่านแห” ในการเสริมทัพ ขาดแผนงานระยะยาวที่ชัดเจน
พวกเขาสูญเสียนักเตะสำคัญอย่าง โมฮัมเหม็ด คูดุส และ เอ็ดสัน อัลวาเรซ แต่กลับทดแทนได้ไม่ดีพอ หลายดีลถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะนักเตะที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายเอเยนต์ของ จอร์จ เมนเดส มันสะท้อนภาพการตัดสินใจที่ไม่เป็นระบบ และเต็มไปด้วยความเสี่ยง
สุดท้ายพวกเขาต้องตกชั้น พร้อมแรงสั่นสะเทือนมหาศาลต่ออนาคตของสโมสร รายงานระบุว่า เวสต์แฮมจำเป็นต้องระดมทุนให้ได้ถึง 150 ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์นี้ เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปจากการไม่ได้เล่นในพรีเมียร์ลีก
นั่นหมายความว่านักเตะตัวหลักหลายคนอาจต้องถูกขาย ไม่ว่าจะเป็น มาเตอุส แฟร์นันด์ส, คริเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ หรือแม้แต่ จาร์ร็อด โบเว่น
สำหรับสโมสรที่เพิ่งสัมผัสความสำเร็จบนเวทียุโรปเมื่อไม่นานมานี้ การตกชั้นครั้งนี้คือสัญญาณเตือนว่าความสำเร็จในฟุตบอลสมัยใหม่ ไม่เคยการันตีความมั่นคง และหากปราศจากวิสัยทัศน์ การบริหารที่ชัดเจน รวมถึงความเป็นหนึ่งเดียวภายในองค์กร
แม้แต่สโมสรที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุด ก็สามารถพังทลายลงได้ในเวลาอันรวดเร็ว คำถามสำคัญตอนนี้คือเวสต์แฮมจะใช้ความล้มเหลวครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างใหม่ หรือมันจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการถดถอยที่ยาวนานกว่าเดิมกันแน่?