เบื้องหลังปีทองของ “คริสตัล พาเลซ” ในมือโอลิเวอร์ กลาสเนอร์

โดย PPTV Online

เผยแพร่

จากทีมหนีตกชั้นสู่ผู้สร้างประวัติศาสตร์ ย้อนรอยปีมหัศจรรย์ที่ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ พา “คริสตัล พาเลซ” ทะยานสู่ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่

หากย้อนกลับไปช่วงปลายปี 2023 คงไม่มีใครคาดคิดว่าการพบกันครั้งแรกระหว่าง สตีฟ แพริช ประธานสโมสรคริสตัล พาเลซ กับ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

แม้ตอนนั้น รอย ฮ็อดจ์สัน ยังนั่งเก้าอี้กุนซือของพาเลซอยู่ และโดยปกติแล้ว แพริชมักชอบแต่งตั้งผู้จัดการทีมที่มีประสบการณ์พรีเมียร์ลีก แต่บางอย่างในตัวกลาสเนอร์ทำให้เขาเชื่อว่านี่คือคนที่ใช่

และเส้นทางสู่การเข้ามาของกลาสเนอร์ก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

คริสตัล พาเลซ แชมป์ยุโรปสมัยแรก Reuters/Lisi Niesner
คริสตัล พาเลซ แชมป์ยุโรปสมัยแรก

ผ่านไปเพียงสองปีครึ่ง กลาสเนอร์เพิ่งพาพาเลซคว้าแชมป์ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก ด้วยชัยชนะ 1-0 เหนือ ราโย บาเยกาโน่ ในเกมสุดท้ายของเขากับสโมสรคืนที่ผ่านมา

มันคือฉากจบของ 12 เดือนอันเหลือเชื่อ ช่วงเวลาที่เปลี่ยนสโมสรซึ่งไม่เคยสัมผัสโทรฟี่ใหญ่ ให้กลายเป็นทีมที่คว้า 3 แชมป์ภายใน 375 วัน…แต่ก่อนจะประสบความสำเร็จได้ พวกเขาดันเจออุปสรรคเสียก่อน 

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร เราไปไล่เรียงพร้อมกัน

หลังเพิ่งฉลองแชมป์เอฟเอ คัพ จากการโค่นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เวมบลีย์ได้ไม่นาน พาเลซก็โดนข่าวร้ายเล่นงานทันที

ยูฟ่าตัดสินว่าพวกเขาละเมิดกฎการถือครองหลายสโมสร เนื่องจาก จอห์น เท็กซ์เตอร์ มีหุ้นทั้งในคริสตัล พาเลซ และ โอลิมปิก ลียง ทีมในลีกเอิงฝรั่งเศส ซึ่งทั้งสองทีมต่างคว้าสิทธิ์ไปเล่นยูโรป้า ลีก

เพราะฉะนั้น พาเลซถูกลดชั้นไปเล่นยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีกแทน

แต่แทนที่จะปล่อยให้ความผิดหวังทำลายโมเมนตัม กลาสเนอร์พาทีมตอบสนองอย่างแข็งแกร่ง ด้วยการเอาชนะลิเวอร์พูลในศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ เปิดฤดูกาลอย่างยอดเยี่ยม

แม้ผลงานในสนามจะยังดี แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยแรงกดดัน

การเสีย เอเบเรชี เอเซ่ ให้กับอาร์เซน่อลด้วยค่าตัวสถิติสโมสร คือความเสียหายครั้งใหญ่ และพาเลซเกือบต้องเสีย มาร์ค เกอี กัปตันทีมให้ลิเวอร์พูลอีกคน

ดีลย้ายทีมของเซ็นเตอร์แบ็กทีมชาติอังกฤษเกือบเกิดขึ้น ก่อนจะถูกยกเลิกในวันสุดท้ายของตลาด หลังสโมสรไม่สามารถคว้าตัว อิกอร์ ฮูลิโอ จากไบรท์ตันมาแทนได้

มีรายงานว่า กลาสเนอร์ถึงขั้นขู่ลาออก หากสโมสรปล่อยเกอีออกจากทีม

กุนซือชาวออสเตรียผิดหวังอย่างหนัก เพราะมองว่าทีมกำลังจะลงเล่นฟุตบอลยุโรปครั้งแรก แต่ฝ่ายบริหารกลับคิดถึงการขายผู้เล่นมากกว่าการเสริมความแข็งแกร่ง…

และนั่น รอยร้าวระหว่างเขากับสตีฟ แพริช เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายเมื่อพาเลซเข้าสู่ช่วงฟอร์มตกหนักระหว่างเดือนธันวาคมถึงมกราคม

พวกเขาไม่ชนะใครติดต่อกัน 12 นัดในทุกรายการ หล่นจากพื้นที่หัวตารางพรีเมียร์ลีกลงไปใกล้โซนตกชั้น ในคอนเฟอเรนซ์ ลีก พวกเขาต้องไปเล่นเพลย์ออฟ หลังจบไม่ติด 8 อันดับแรก

และจุดต่ำสุดเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาพ่ายให้ แม็คเคิลสฟิลด์ ทีมจากนอกลีก ตกรอบเอฟเอ คัพแบบช็อกโลก หลังจากนั้นไม่ถึงสองสัปดาห์ กลาสเนอร์ประกาศแบบไม่คาดคิดว่าเขาจะอำลาทีมเมื่อจบฤดูกาล

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังพาเลซตกลงขายเกอีให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเจ้าตัวออกมาตำหนิฝ่ายบริหารว่า “ทอดทิ้งทีมโดยสิ้นเชิง” ช่วงเวลานั้น สโมสรแทบเหมือนเข้าสู่ช่วงสงคราม

แม้ความสัมพันธ์จะตึงเครียด แต่แพริชเลือกไม่ปลดกลาสเนอร์ เขาเข้าใจว่ากุนซือรายนี้อาจใช้อารมณ์นำในบางครั้ง แต่ก็เป็นโค้ชที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

การตัดสินใจเชื่อมั่นในตัวกลาสเนอร์ กลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของคริสตัล พาเลซ เพราะหลังจากนั้น ทุกอย่างเริ่มกลับมาเข้าที่

หลังเกมพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายของฤดูกาล กลาสเนอร์กล่าวอำลาแฟนบอลที่เซลเฮิร์สต์ พาร์ค พร้อมแซวสตีฟ แพริชถึงความเห็นไม่ตรงกันในอดีต

เขาบอกพร้อมรอยยิ้มว่า

“ประธานบอกว่าวันที่ดีที่สุดคือแชมป์เอฟเอ คัพ แต่ผมไม่เห็นด้วย วันที่ดีที่สุดยังรอเราอยู่ที่ไลป์ซิก (นัดชิงฯคอนเฟอเรนซ์)”

และเขาพิสูจน์มันได้จริง ชัยชนะในนัดชิงยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก ไม่เพียงเป็นการปิดฉากการคุมทีมอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ยังการันตีตั๋วยูโรป้า ลีกให้กับพาเลซในฤดูกาลหน้าอีกด้วย

กลาสเนอร์จากไปพร้อมกับการทิ้งมรดกที่ยิ่งใหญ่ จากทีมที่เคยพอใจแค่การอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก วันนี้คริสตัล พาเลซกลายเป็นสโมสรที่เชื่อว่าตัวเองสามารถคว้าแชมป์ได้จริง

ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา พวกเขาคว้า 3 โทรฟี่ ออกเดินทางบนเวทียุโรป และสร้างความทรงจำที่แฟนบอลไม่เคยคิดว่าจะได้สัมผัส

โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ อาจอำลาสโมสรแล้ว แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้ คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ดิ อีเกิ้ลส์..

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ