หากมีเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้อาร์เซน่อลถูกมองว่ามีโอกาสคว้าแชมป์ยุโรปสมัยแรกในประวัติศาสตร์ เหตุผลนั้นคงหนีไม่พ้น “เกมรับ”
ทีมของ มิเกล อาร์เตต้า คือเจ้าของสถิติเกมรับดีที่สุดในบรรดา 5 ลีกใหญ่ยุโรปฤดูกาลนี้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนคลีนชีตมากที่สุด, เสียประตูน้อยที่สุด, ค่า xG ที่เปิดโอกาสให้คู่แข่งต่ำที่สุด รวมถึงจำนวนครั้งที่โดนยิงตรงกรอบน้อยที่สุด
และสำหรับแฟนบอลอาร์เซน่อลรุ่นเก๋า ตัวเลขเหล่านี้ชวนให้นึกถึงยุคทองที่ทีมประสบความสำเร็จจากรากฐานเกมรับอันแข็งแกร่ง
ไนเจล วินเทอร์เบิร์น อดีตกองหลังระดับตำนานของสโมสร มองว่าสิ่งที่อาร์เตต้ากำลังสร้างขึ้น คือภาพสะท้อนของยุค จอร์จ เกรแฮม
เขายอมรับว่าหลายคนอาจไม่ชอบ เพราะอาร์เซน่อลในวันนี้ไม่ได้เล่นฟุตบอลสวยงามตลอดเวลา แต่เลือกเล่นอย่างมีวินัย แข็งแกร่ง และไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้คู่แข่งง่าย ๆ
ย้อนกลับไปในยุคของเกรแฮม อาร์เซน่อลใช้เวลาอย่างหนักบนสนามซ้อมเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างแนวรับ ผู้เล่นแต่ละคนถูกฝึกให้รู้ว่าต้องขยับอย่างไร ยืนระยะห่างแค่ไหน และตอบสนองต่อทุกสถานการณ์แบบอัตโนมัติ
วินเทอร์เบิร์นเชื่อว่าอาร์เตต้ากำลังทำสิ่งเดียวกัน แม้ฤดูกาลนี้แนวรับของอาร์เซน่อลจะมีการโรเตชั่นอยู่ตลอด ไม่มีใครในแผงหลังออกสตาร์ทเกิน 30 นัด แต่พวกเขายังคงรักษามาตรฐานได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะทุกคนสามารถเล่นทดแทนกันได้อย่างไร้รอยต่อ
นี่คือสิ่งที่วินเทอร์เบิร์นเปรียบเปรยว่าเหมือน “แท็กซี่ลอนดอน” ที่พร้อมถูกเรียกใช้งานทุกเมื่อ และสามารถทำหน้าที่ได้ทันทีตามคำสั่งของอาร์เตต้า
วิลเลียม ซาลิบา กับ กาเบรียล มากัลเญส คือคู่เซ็นเตอร์ตัวหลักที่เติมเต็มกันอย่างสมบูรณ์แบบ
กาเบรียลคือกองหลังสายปะทะ ดุดัน แข็งแกร่ง และพร้อมชนทุกจังหวะ ขณะที่ซาลิบาโดดเด่นด้วยความนิ่ง การอ่านเกม และความสง่างามในการเล่นจนถูกเปรียบว่าเป็น “โรลส์-รอยซ์แห่งแนวรับ”
นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกอย่าง เยอร์เรียน ทิมเบอร์, ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี่, ปิเอโร่ อินกาปีเอ และ เบน ไวท์ ที่สามารถขยับเล่นได้หลายตำแหน่ง
ความยืดหยุ่นนี้ทำให้อาร์เซน่อลสามารถปรับแท็กติกตามคู่แข่งได้โดยไม่เสียสมดุล แต่จุดแข็งของพวกเขาไม่ได้อยู่แค่กองหลัง
เดแคลน ไรซ์ และ มาร์ติน ซูบีเมนดี้ ทำหน้าที่เป็นเกราะชั้นแรกหน้าแผงหลัง ขณะที่แนวรุกเองก็มีบทบาทสำคัญในการเพรสซิ่ง ไล่บีบ และตัดเกมตั้งแต่แดนบน
มันคือระบบป้องกันทั้งทีม ที่ทำให้คู่แข่งถูกบีบให้เล่นออกด้านข้างหรือคืนหลัง จนแทบหาทางเจาะไม่เจอแน่นอนว่า..บททดสอบต่อไปคือ เปแอสเช
แชมป์ฝรั่งเศสมีแนวรุกอันตรายอย่าง ควิชา ควารัตสเคเลีย, อุสมาน เดมเบเล่ และ เดซีเร่ ดูเอ้ พร้อมสถิติยิง 44 ประตูจาก 16 นัดในแชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลนี้
นี่คือการเผชิญหน้าระหว่างเกมรุกที่ดุดันที่สุดรายการหนึ่ง กับเกมรับที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป วินเทอร์เบิร์นเชื่อว่าอาร์เซน่อลมีศักยภาพพอจะหยุดเกมรุกของเปแอสเชได้
หากพวกเขาสามารถปิดพื้นที่ หยุดจังหวะสวนกลับ และบีบแย่งบอลคืนได้เร็ว โอกาสสร้างความแตกต่างก็จะตามมาเอง
เพราะบางครั้ง เส้นทางสู่แชมป์ยุโรป ไม่ได้เริ่มต้นจากการยิงประตูมากมาย แต่อาจเริ่มจากการสร้างกำแพงที่ไม่มีใครเจาะผ่านได้..