เกมนัดชิงฯ UCL ที่ปุสกัส อารีน่า ประเทศฮังการี
หลุยส์ เอ็นริเก้ กุนซือเปแอสเช ทีมแชมป์เก่า นัดนี้ได้รับข่าวดีเมื่อ อาชราฟ ฮาคิมี่ แบ็กขวา ฟิตออกสตาร์ต ส่วน อุสมาน เดมเบเล่ ที่เจ็บน่องถูกเปลี่ยนออกในเกมลีก เอิง นัดสุดท้าย สมบูรณ์ทันลงมาเป็น 3 ประสานในเกมรุกร่วมกับ เดซีเร่ ดูเอ้ และ ควิช่า ควารัตสเคเลีย
มิเกล อาร์เตต้า เฮดโค้ชอาร์เซน่อล ส่ง คริสเตียน มอสเกร่า ลงเล่นแบ็กขวาก่อน เยอร์เรียน ทิมเบอร์ ที่ยังไม่ฟิตเป็นแค่สำรอง ส่วนเกมรุกเลือก ไค ฮาแวร์ตช์ ยืนเป็นหน้าเป้าก่อน วิคตอร์ โยเคเรส
นาทีที่ 6 อาร์เซน่อล ขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะปั้มบอลกลางสนาม มาร์กินญอส ทำได้ไม่ดีบอลมาเข้าทาง ไค ฮาแวร์ตซ์ หลุดขึ้นมาทางซ้าย ก่อนยิงยัดเสาแรกบอลแสกหน้า มัตเวย์ ซาโฟนอฟ เข้าไปและถือเป็นประตูที่ 4 ของดาวเตะดีกรีทีมชาติเยอรมนี ในรายการนี้
หลังจากตกเป็นฝ่ายตามหลัง เปแอสเช พยายามลุยใส่ แม้จะครองบอลได้ถึง 72 % แต่ผ่าน 30 นาที ยอดทีมจาก ลีก เอิง ก็ยังไม่ผ่านแผงแบ็กโฟร์ทีมจากลอนดอนเหนือได้
นาทีที่ 43 เปแอสเช มีลุ้นตีเสมอ นูโน่ เมนเดส เปิดจากเกือบสุดท้ายทางซ้าย ปิเอโร่ ฮินคาปิเอ้ สกัดไปเข้าทาง ฟาเบียน รุยซ์ ได้โหม่งแต่บอลข้ามคานออกไปเยอะ
นาทีที่ 45+3 ไค ฮาแวร์ตซ์ ได้หลุดเข้าไปในกรอบลุ้นประตูที่ 2 แต่ มาร์กินญอส ยังช่วยบล็อกให้เปแอสเช เอาไว้ได้ จบครึ่งแรก อาร์เซน่อล นำ 1-0
กลับมาครึ่งหลัง เปแอสเช ที่ครึ่งแรกครองบอลได้ถึง 76% ก็ยังลุยใส่ต่อเนื่อง นาทีที่ 55 อาชราฟ ฮาคิมี่ กดฟรีคิกด้วยขวากลางประตูนอกกรอบ แต่ลูกก็ไปตรงตัว ดาบิด ราย่า รับเข้าซอง
นาทีที่ 62 เปแอสเช มาได้จุดโทษ เมื่อ คริสเตียน มอสเกร่า ไปพลาดเสียท่าทำฟาวล์ ควิช่า ควารัตสเคเลีย ในกรอบ VAR ยืนยันเป็นจุดโทษ และเป็น อุสมาน เดมเบเล่ รับหน้าที่สังหารไม่พลาด ให้ เปแอสเช ตามตีเสมอ 1-1 ในนาที 65 และเป็นประตูที่ 8 ของดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศส ใน แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้
นาทีที่ 77 ไมลส์ ลูอิส สเคลลี่ มาบล็อกจังหวะยิงของ ควิช่า ควารัตสเคเลีย ที่พาบอลขึ้นมาในจังหวะโต้กลับ ให้อาร์เซน่อล เสียแค่เตะมุมเท่านั้น
นาทีที่ 85 แบร็ดลี่ย์ บาร์โคล่า ตัวสำรองใช้ความเร็วเอาชนะวิลเลี่ยม ซาลิบา แต่ ดาบิด ราย่า ยังอ่านได้ออกมาตัดบอลเอาไว้ได้
นาทีที่ 89 เปแอสเช เกือบแซงนำ เมื่อ วิตินญ่า ได้กดด้วยขวาหลังจากที่ เดซีเร่ ดูเอ้ บอลข้ามคานออกไปนิดเดียว
ช่วงทดเจ็บ 6 นาที ทั้งสองทีมไม่มีประตูเพิ่ม จบ 90 นาทีเสมอกันอยู่ 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที
ช่วงต่อเวลาพิเศษ 15 นาทีครึ่งแรก ผ่าน 105 นาที ทั้ง 2 ทีมยังเล่นอย่างระวัง ทำให้ยังไม่มีประตูเพิ่ม
ช่วงครึ่งหลังต่อเวลาพิเศษ นาที 119 เยอร์เรียน ทิมเบอร์ เติมขึ้นมายิงแต่บอลเข้าข้างตาข่ายอย่างน่าเสียดาย จบ 120 นาทียังหาผู้ชนะไม่ได้ ต้องหาผู้ชนะด้วยการดวลจุดโทษ
ผลการดวลจุดโทษ เปแอสเช ชนะดวลจุดโทษ 4-3 ทำให้ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยอดทีมจาก ลีก เอิง ฝรั่งเศส สร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก UCL เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน และถือเป็นทีมที่ 2 ต่อจากเรอัล มาดริด ที่เข้าชิง 2 ปีติดต่อกัน (2017 และ 2018) และสามารถคว้าแชมป์มาได้
ผู้เล่น 11 คนแรกของทั้งสองทีม
เปแอสเช (4-3-3) : มัตเวย์ ซาโฟนอฟ - อาชราฟ ฮาคิมี่, มาร์กินญอส, วิลเลี่ยน ปาโช่, นูโน่ เมนเดส - ชูเอา เนเวส, วิตินญ่า, ฟาเบียน รุยซ์ - เดซีเร่ ดูเอ้, อุสมาน เดมเบเล่, ควิช่า ควารัตสเคเลีย
อาร์เซน่อล (4-2-3-1) : ดาบิด ราย่า - คริสเตียน มอสเกร่า , วิลเลี่ยม ซาลิบา, กาเบรียล มากัลเญส, ปิเอโร่ ฮินคาปิเอ้ - ไมลส์ ลูอิส สเคลลี่, เดแคลน ไรซ์ - บูคาโย่ ซาก้า, คริสเตียน โอเดการ์ด, เลอันโดร ทรอสซาร์ - ไค ฮาแวร์ตซ์