เควิน คีแกน อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 2 สมัย เสียชีวิตในวัย 75 ปี นับเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญของวงการฟุตบอลอังกฤษ หลังสร้างผลงานโดดเด่นทั้งในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีม พร้อมทิ้งผลงานสำคัญไว้ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ ตลอดจนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของยุค
ตลอดเส้นทางอาชีพ คีแกนได้รับการยอมรับในฐานะกองหน้าที่มีความขยัน เล่นด้วยพลังงานสูง และมีบทบาทสำคัญกับทุกสโมสรที่ลงสนาม
แม้จะผ่านทั้งช่วงเวลาแห่งความสำเร็จและความผิดหวัง แต่ผลงาน ความมุ่งมั่น และบุคลิกที่ทุ่มเทต่อเกม ทำให้เขาได้รับความเคารพจากแฟนฟุตบอลและคนในวงการทั่วโลก
เควิน คีแกน เกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปี 1951 ที่ย่านอาร์มทอร์ป เมืองดองคาสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เริ่มต้นเส้นทางลูกหนังจากการเป็นนักเตะฝึกหัดของสคันธอร์ป ยูไนเต็ด ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริงในปี 1968
จุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพเกิดขึ้นเมื่อปี 1971 เมื่อ บิลล์ แชงคลีย์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลในขณะนั้น ตัดสินใจคว้าตัวคีแกนมาร่วมทีมด้วยค่าตัว 35,000 ปอนด์ ซึ่งภายหลังได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในดีลที่คุ้มค่าที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร
คีแกนเปิดตัวกับลิเวอร์พูลด้วยการทำประตูในเกมเปิดฤดูกาล 1971-72 ที่เอาชนะน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ที่สนามแอนฟิลด์ ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมในยุคของบิลล์ แชงคลีย์ และสานต่อความสำเร็จภายใต้การคุมทีมของบ็อบ เพสลีย์
ตลอดช่วงเวลาที่ค้าแข้งกับลิเวอร์พูล คีแกนมีส่วนสำคัญในการพาสโมสรคว้าแชมป์ลีก 3 สมัย, ยูโรเปียน คัพ 1 สมัย, เอฟเอ คัพ 1 สมัย และยูฟ่า คัพ 2 สมัย พร้อมสร้างชื่อเป็นหนึ่งในนักเตะคนสำคัญของทีมยุคทอง
ระหว่างฤดูกาล 1976-77 คีแกนประกาศว่าจะอำลาลิเวอร์พูลหลังจบฤดูกาล โดยแจ้งการตัดสินใจล่วงหน้า ทำให้สโมสรมีเวลาวางแผนและสามารถคว้าตัวเคนนี ดัลกลิชมารับช่วงต่อได้
คีแกนอำลาลิเวอร์พูลด้วยการพาทีมเอาชนะโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค 3-1 ในนัดชิงชนะเลิศยูโรเปียน คัพ พร้อมปิดฉากช่วงเวลาในถิ่นแอนฟิลด์ด้วยผลงาน 100 ประตูจากการลงสนาม 323 นัด
หลังจากนั้น คีแกนย้ายไปร่วมทีมฮัมบูร์กในเยอรมนี และยังคงประสบความสำเร็จ โดยพาทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกาฤดูกาล 1978-79 แม้จะพลาดแชมป์ยูโรเปียน คัพในฤดูกาลถัดมา ผลงานกับฮัมบูร์กส่งให้คีแกนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของโลก และคว้ารางวัลบัลลงดอร์ 2 ปีติดต่อกันในปี 1978 และ 1979
หลังจบฤดูกาล 1979-80 คีแกนย้ายกลับอังกฤษ โดยเซาแธมป์ตันจ่ายค่าตัว 500,000 ปอนด์ ตามเงื่อนไขในสัญญา เพื่อดึงตัวมาร่วมทีม ตลอดสองฤดูกาลกับเซาแธมป์ตัน คีแกนเป็นกำลังหลักในแนวรุก โดยฤดูกาล 1980-81 สโมสรทำได้ 76 ประตู และจบอันดับ 6 ของดิวิชัน 1 ซึ่งถือเป็นผลงานดีที่สุดของสโมสรบนลีกสูงสุดในเวลานั้น
ในฤดูกาล 1981-82 เซาแธมป์ตันเคยขึ้นนำเป็นจ่าฝูงของดิวิชัน 1 ในช่วงต้นเดือนเมษายน แต่ผลงานช่วงท้ายฤดูกาลที่เก็บชัยชนะได้เพียง 3 นัด ทำให้จบอันดับ 7 และพลาดโอกาสลุ้นแชมป์ลีก แม้ทีมจะไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย แต่ผลงานส่วนตัวของคีแกนยังโดดเด่น จนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (PFA Players' Player of the Year)
ก่อนเปิดฤดูกาล 1982-83 คีแกนตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในดิวิชัน 2 ด้วยค่าตัว 100,000 ปอนด์ หลังมองว่าสโมสรเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ความทะเยอทะยานของเขาได้
คีแกนทำประตูได้ทันทีในเกมเปิดตัวกับนิวคาสเซิล พบควีนส์ปาร์ก เรนเจอร์ส และมีบทบาทสำคัญในการพาทีมเลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดในฤดูกาล 1983-84
หลังจบฤดูกาลดังกล่าว คีแกนประกาศแขวนสตั๊ดในวัย 33 ปี โดยให้เหตุผลว่าสูญเสียความเร็ว ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญในสไตล์การเล่นของเขา ในระดับทีมชาติ คีแกนรับใช้ทีมชาติอังกฤษนานกว่า 10 ปี ลงสนาม 63 นัด และทำได้ 21 ประตู
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดเกิดขึ้นในปี 1974 เมื่อทีมชาติอังกฤษเดินทางไปอุ่นเครื่องกับยูโกสลาเวียร์ โดยคีแกนถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทำร้ายร่างกายที่สนามบินเบลเกรด แม้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุวุ่นวายที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เขายังลงสนามในเกมดังกล่าวและทำประตูช่วยให้อังกฤษเสมอ 2-2
ในปี 1975 คีแกนเคยประกาศถอนตัวจากทีมชาติชั่วคราว หลังถูกตัดชื่อในเกมพบเวลส์ ก่อนกลับมาติดทีมอีกครั้งภายหลังการพูดคุยกับ ดอน เรวี ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ
แม้จะประสบความสำเร็จในระดับสโมสร แต่เส้นทางกับทีมชาติอังกฤษของคีแกนไม่เป็นไปตามความคาดหวัง โดยอังกฤษพลาดการผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกในปี 1974 และ 1978 ก่อนตกรอบแบ่งกลุ่มในศึกยูโร 1980
หลังแขวนสตั๊ด คีแกนหวนคืนสู่นิวคาสเซิล ยูไนเต็ดในปี 1992 เพื่อเริ่มต้นเส้นทางใหม่ในฐานะผู้จัดการทีม ท่ามกลางสถานการณ์ที่สโมสรกำลังดิ้นรนหนีการตกชั้นสู่ดิวิชัน 3
คีแกนนำปรัชญาฟุตบอลเกมรุกที่เน้นความสนุก ดุดัน และสร้างความตื่นเต้นให้แฟนบอลมาใช้ โดยมี เทอร์รี แม็คเดอร์มอตต์ อดีตเพื่อนร่วมทีมลิเวอร์พูลและนิวคาสเซิลรับหน้าที่ผู้ช่วย พร้อมได้รับการสนับสนุนจาก เซอร์ จอห์น ฮอลล์ ประธานสโมสรในเวลานั้น
อย่างไรก็ตาม ช่วงเริ่มต้นของการทำงาน คีแกนมีความเห็นไม่ตรงกับฮอลล์เกี่ยวกับงบประมาณเสริมทัพ จนกล่าวประโยคว่า “It's not like it says in the brochure.” หรือ “มันไม่เหมือนที่เขียนไว้ในโบรชัวร์” ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะหาข้อยุติร่วมกัน และเดินหน้าพัฒนาทีมต่อไป
คีแกนเริ่มต้นด้วยการพานิวคาสเซิลรอดพ้นจากการตกชั้น ก่อนนำทีมเลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก และพาสโมสรจบอันดับ 3 ในฤดูกาล 1993-94 เป็นรองเพียงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และแบล็กเบิร์น โรเวอร์ส
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 1995 เมื่อนิวคาสเซิลตัดสินใจขาย แอนดี โคล ให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การย้ายทีมดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แฟนบอลจำนวนมาก จนคีแกนต้องออกมาชี้แจงเหตุผลด้วยตัวเองบริเวณบันไดหน้าสนามเซนต์ เจมส์ พาร์ก
ฤดูกาล 1995-96 ถือเป็นช่วงที่นิวคาสเซิลเข้าใกล้แชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุดภายใต้การคุมทีมของคีแกน หลังเสริมทัพด้วยผู้เล่นอย่าง เลส เฟอร์ดินานด์ และดาบิด ชิโนลา พร้อมเคยนำเป็นจ่าฝูงห่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถึง 12 คะแนน
อย่างไรก็ตาม ผลงานในช่วงท้ายฤดูกาลทำให้นิวคาสเซิลถูกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแซงขึ้นไปคว้าแชมป์ ขณะที่ทีมของคีแกนจบฤดูกาลในตำแหน่งรองแชมป์
ฤดูกาลดังกล่าวยังมีเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวถึงอย่างมาก 2 เหตุการณ์ เหตุการณ์แรกคือเกมที่นิวคาสเซิลบุกแพ้ลิเวอร์พูล 3-4 หลังเสียประตูชัยในช่วงท้ายเกม ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแมตช์ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก
อีกเหตุการณ์หนึ่งคือการให้สัมภาษณ์ตอบโต้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังอีกฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่า ลีดส์ ยูไนเต็ด และน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ จะทุ่มเทเต็มที่ในเกมกับนิวคาสเซิลเหมือนตอนเผชิญหน้ากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหรือไม่
หลังพานิวคาสเซิลบุกชนะลีดส์ คีแกนตอบโต้ผ่านสื่อด้วยประโยคที่กลายเป็นหนึ่งในคำสัมภาษณ์ที่ได้รับการจดจำมากที่สุดของพรีเมียร์ลีก เขากล่าวว่า “I will love it if we beat them. Love it.” หรือ “ผมจะมีความสุขมาก หากเราเอาชนะพวกเขาได้ มีความสุขมากจริง ๆ”
แม้จะพลาดแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคีแกนกับนิวคาสเซิลยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูด อลัน เชียเรอร์ กองหน้าทีมชาติอังกฤษ ให้ปฏิเสธโอกาสย้ายไปแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเลือกกลับมาร่วมทีมบ้านเกิดด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติโลกในเวลานั้น
อย่างไรก็ตาม คีแกนประกาศลาออกจากตำแหน่งในปี 1997 สร้างความประหลาดใจให้แฟนบอลอย่างมาก แม้จะไม่สามารถพานิวคาสเซิลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ แต่เขามีส่วนสำคัญในการยกระดับสโมสรจากทีมในดิวิชัน 2 ให้กลับมาเป็นหนึ่งในทีมชั้นนำของฟุตบอลอังกฤษ
บทบาทสำคัญอีกช่วงหนึ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 1999 เมื่อคีแกนได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษชั่วคราวจำนวน 4 นัด
ในช่วงแรก เขายืนยันว่าไม่ต้องการรับตำแหน่งแบบถาวร และมีแผนกลับไปทำงานกับฟูแลม อย่างไรก็ตาม บรรยากาศจากแฟนบอลในเกมที่อังกฤษเอาชนะโปแลนด์ 3-1 ทำให้คีแกนเปลี่ยนใจและตอบรับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติอังกฤษอย่างเต็มตัว
คีแกนพาอังกฤษผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายยูโร 2000 แต่ผลงานในทัวร์นาเมนต์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย อังกฤษแพ้โปรตุเกส 2-3 ทั้งที่ขึ้นนำ 2-0 ตั้งแต่ 17 นาทีแรก ก่อนเอาชนะเยอรมนีจากประตูชัยของอลัน เชียเรอร์
อย่างไรก็ตาม อังกฤษแพ้โรมาเนีย 2-3 ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ทั้งที่เคยขึ้นนำ 2-1 ส่งผลให้ทีมตกรอบแรกของการแข่งขัน
หลังจบทัวร์นาเมนต์ คีแกนยังคงทำหน้าที่ต่อไป ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ที่เพิ่มขึ้น ก่อนตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง หลังอังกฤษเปิดบ้านแพ้เยอรมนี 0-1 ในศึกฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก ซึ่งเป็นเกมสุดท้ายที่สนามเวมบลีย์เดิม
ในปี 2008 คีแกนกลับมารับงานคุมนิวคาสเซิลเป็นครั้งที่สอง หลัง ไมค์ แอชลีย์ เจ้าของสโมสรในขณะนั้น ประกาศแต่งตั้งเขากลับสู่ตำแหน่ง ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนบอล
อย่างไรก็ตาม การทำงานในรอบนี้ดำเนินไปเพียงประมาณ 8 เดือน ก่อนคีแกนลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากความขัดแย้งกับเจ้าของและฝ่ายบริหารสโมสรเกี่ยวกับแนวทางการบริหารทีม รวมถึงอำนาจในการซื้อขายนักเตะ
นับจากนั้น คีแกนไม่ได้กลับมารับงานคุมทีมอีก แต่ยังคงได้รับความรักและการยกย่องจากแฟนบอลนิวคาสเซิล รวมถึงแฟนลิเวอร์พูล ซึ่งจดจำทั้งผลงานในฐานะนักเตะและบทบาทผู้จัดการทีมของเขา
หลังมีการประกาศข่าวการเสียชีวิต อดีตเพื่อนร่วมทีม นักฟุตบอล สโมสร และแฟนบอลจากหลายประเทศ ต่างร่วมแสดงความอาลัยต่อคีแกน หนึ่งในบุคคลสำคัญของวงการฟุตบอลอังกฤษ ผู้สร้างผลงานทั้งในฐานะเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 2 สมัย นักเตะระดับตำนาน และผู้จัดการทีมที่ได้รับการจดจำจากปรัชญาฟุตบอลเกมรุก
ที่มา: BBC Sport