ตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์นี้คึกคักอย่างมาก โดยบรรดาทีมยักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีกต่างทุ่มงบเสริมทัพอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สามแข้งบิ๊กดีลอย่าง "ซานโดร โตนาลี่, เอลเลียต แอนเดอร์สัน และ มอร์แกน โรเจอร์ส" ต่างก็ติดโผในลิสต์นี้เช่นกัน
ในปัจจุบัน การย้ายทีมด้วยค่าตัวระดับ 100 ล้านปอนด์ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป เพราะแทบทุกตลาดซื้อขายมักมีดีลมูลค่ามหาศาลเกิดขึ้น พร้อมสร้างสถิติใหม่อยู่เสมอ วันนี้เราจะพาไปดู 10 อันดับนักเตะค่าตัวแพงที่สุดตลอดกาลในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
10. โรเมลู ลูกากู
จาก อินเตอร์ มิลาน ไป เชลซี
ค่าตัว: 97.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 135 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
การทุ่มเงินเกือบ 100 ล้านปอนด์ดึง ลูกากู กลับสู่สแตมฟอร์ด บริดจ์ กลายเป็นหนึ่งในดีลที่ล้มเหลวที่สุดของเชลซี เขายิงได้เพียง 8 ประตูในพรีเมียร์ลีกตลอดฤดูกาลแรก พร้อมมีปัญหานอกสนาม ก่อนถูกปล่อยยืมตัว และย้ายออกจากทีมแบบถาวรในเวลาต่อมา
9. ซานโดร โตนาลี่
จาก นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ไป ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์
ค่าตัว: 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 133 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ซานโดร โตนาลี่ ย้ายร่วมทัพสเปอร์สในช่วงซัมเมอร์ปี 2026 ด้วยค่าตัว 100 ล้านปอนด์ กลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร
กองกลางทีมชาติอิตาลีได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ที่ครบเครื่องที่สุดของยุโรป ด้วยความโดดเด่นทั้งการคุมจังหวะเกม การผ่านบอล และการเล่นเกมรับ จนสเปอร์สยอมทุ่มเงินมหาศาลคว้าตัวมาร่วมทีม
8. แจ็ค กรีลิช
จาก แอสตัน วิลลา ไป แมนเชสเตอร์ ซิตี้
ค่าตัว: 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 139 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
กรีลิช กลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ย้ายทีมด้วยค่าตัว 100 ล้านปอนด์ หลังแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าตัวมาจากแอสตัน วิลลาในปี 2021
แม้ผลงานส่วนตัวจะไม่โดดเด่นสมค่าตัว แต่เขามีบทบาทสำคัญในความสำเร็จของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา และในช่วงพีกของอาชีพ กรีลิชถือเป็นหนึ่งในนักเลี้ยงบอลที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีก
7. เดแคลน ไรซ์
จาก เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ไป อาร์เซน่อล
ค่าตัว: 105 ล้านปอนด์ (ประมาณ 138 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
แม้หลายฝ่ายจะตั้งคำถามเมื่ออาร์เซนอลทุ่ม 105 ล้านปอนด์คว้าตัว เดแคลน ไรซ์ ในปี 2023 แต่เขาพิสูจน์ความคุ้มค่าได้อย่างรวดเร็ว
ฤดูกาล 2025-26 ไรซ์เป็นกำลังสำคัญที่พาอาร์เซนอลยุติการรอคอยแชมป์พรีเมียร์ลีกนาน 22 ปี พร้อมได้รับการยกย่องว่าเป็นหัวใจสำคัญของทีม
6. เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ
จาก เบนฟิก้า ไป เชลซี
ค่าตัว: 106 ล้านปอนด์ (ประมาณ 131 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
แม้ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ จะยังไม่สามารถรักษาฟอร์มได้สม่ำเสมอสมค่าตัว 106 ล้านปอนด์ แต่เขายังคงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและคุณภาพที่ทำให้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดของโลก
5. มอยเซส ไกเซโด้
จาก ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน ไป เชลซี
ค่าตัว: 115 ล้านปอนด์ (ประมาณ 146 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
เชลซีทุ่มเงินรวมโบนัส 115 ล้านปอนด์ คว้าตัว มอยเซส ไกเซโด จากไบรท์ตันในปี 2023 หลังเจ้าตัวโชว์ฟอร์มโดดเด่นในพรีเมียร์ลีก
แม้ฤดูกาลแรกจะไม่เป็นไปตามความคาดหวัง แต่ไกเซโดค่อย ๆ เรียกฟอร์มเก่งกลับมา ก่อนพัฒนาผลงานอย่างก้าวกระโดดในฤดูกาลถัดมา จนกลับมายืนเป็นหนึ่งในกองกลางตัวรับที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีก ด้วยจุดเด่นด้านการอ่านเกม การตัดบอล และการคุมพื้นที่แดนกลางอย่างยอดเยี่ยม
4. เอลเลียต แอนเดอร์สัน
จาก น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ไป แมนเชสเตอร์ ซิตี้
ค่าตัว: 116 ล้านปอนด์ (ประมาณ 155 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด คงเสียดายไม่น้อยที่ปล่อย เอลเลียต แอนเดอร์สัน ให้กับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ด้วยค่าตัวเพียง 35 ล้านปอนด์ เพราะเพียง 2 ปีต่อมา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอมทุ่มถึง 116 ล้านปอนด์คว้าตัวเขาไปร่วมทีม
ด้วยจุดเด่นด้านการแย่งบอล ความขยัน และพลังการวิ่งที่โดดเด่น ทำให้ทั้งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์เซนอล และลิเวอร์พูล ต่างให้ความสนใจ แต่สุดท้ายเป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ยอมจ่ายสูงสุดและปิดดีลได้สำเร็จ
3. ฟลอเรียน เวียตซ์
จาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ไป ลิเวอร์พูล
ค่าตัว: 116 ล้านปอนด์ (ประมาณ 157 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ฟลอเรียน เวียตซ์ กลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ณ เวลาที่ย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูล แต่ฤดูกาลแรกในถิ่นแอนฟิลด์ไม่ง่ายอย่างที่คาด เมื่อเขาต้องใช้เวลาถึง 4 เดือนกว่าจะยิงประตูแรกให้สโมสรได้
อย่างไรก็ตาม เวียร์ตซ์ยังมีส่วนร่วมกับ 15 ประตูในฤดูกาลแรก และฟอร์มที่ยอดเยี่ยมในช่วงต้นปี 2026 ก็แสดงให้เห็นว่าเขามีศักยภาพมากพอที่จะก้าวขึ้นเป็นแกนหลักของลิเวอร์พูลในอนาคต
2. มอร์แกน โรเจอร์ส
จาก แอสตัน วิลลา ไป เชลซี
ค่าตัว: 117 ล้านปอนด์ (ประมาณ 157 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
มอร์แกน โรเจอร์ส กลายเป็นนักเตะชาวอังกฤษค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังเชลซีทุ่มเงิน 117 ล้านปอนด์คว้าตัวมาจากแอสตัน วิลลา พร้อมทำลายสถิตินักเตะค่าตัวแพงที่สุดของสโมสรที่เคยเป็นของ มอยเซส ไกเซโด
ก่อนย้ายสู่สแตมฟอร์ด บริดจ์ โรเจอร์สทำผลงานโดดเด่นกับแอสตัน วิลลา ภายใต้การคุมทีมของ อูไน เอเมรี ตลอดช่วง 2 ปีครึ่ง โดยเป็นกำลังสำคัญทั้งการทำประตูและแอสซิสต์ พาทีมกลับไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก และก้าวขึ้นมาแข่งขันกับบรรดาสโมสรชั้นนำของยุโรป
1. อเล็กซานเดอร์ อิซัค
จาก นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ไป ลิเวอร์พูล
ค่าตัว: 125 ล้านปอนด์ (ประมาณ 168 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ลิเวอร์พูลสร้างสถิติใหม่ในตลาดซื้อขายนักเตะ ด้วยการทุ่มเงิน 125 ล้านปอนด์ คว้าตัว อเล็กซานเดอร์ อิซัค จากนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ทำลายสถิติค่าตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก หลังเพิ่งจ่าย 116 ล้านปอนด์ คว้าตัว ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ไม่นานก่อนหน้านั้น
อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลแรกของอิซัคกับลิเวอร์พูลไม่เป็นไปตามที่คาด หลังต้องใช้เวลาฟื้นฟูสภาพร่างกาย และเมื่อเริ่มกลับมาลงสนามได้ ก็โชคร้ายได้รับบาดเจ็บขาหัก จนต้องพักยาวเกือบ 4 เดือน
อิซัค จึงยังไม่สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ และยังต้องพิสูจน์ตัวเองในฤดูกาลต่อ ๆ ไป เพราะการเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ย่อมมาพร้อมกับความคาดหวังและแรงกดดันมหาศาล