ทำไม “ผู้รักษาประตู” สำคัญแค่ไหน ก็ไม่ค่อยมีใครยอมจ่ายแพง?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

แม้ผู้รักษาประตูจะเป็นตำแหน่งสำคัญต่อความสำเร็จของทีม แต่ทำไมค่าตัวกลับไม่สูงเท่านักเตะตำแหน่งอื่น?

ถ้าดีลของ เจมส์ แทรฟฟอร์ด จากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไป ลีดส์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวมากกว่า 40 ล้านปอนด์เกิดขึ้นจริง เขาจะกลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร และทำให้ลีดส์กลายเป็นทีมเดียวในพรีเมียร์ลีกที่เจ้าของสถิติค่าตัวแพงที่สุดคือ “ผู้รักษาประตู”

ฟังดูเป็นสถิติที่น่าสนใจ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ความสำเร็จของทีมระดับสูงแทบจะขาดผู้รักษาประตูคุณภาพไม่ได้
 

ดาบิด ราย่า ผู้รักษาประตูอาร์เซน่อล Reuters/Isabel Infantes
ดาบิด ราย่า ผู้รักษาประตูอาร์เซน่อล
อาร์เซน่อลเพิ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และแทบไม่มีใครปฏิเสธว่า ดาบิด ราย่า คือหนึ่งในผู้รักษาประตูระดับท็อปของโลก

ขณะที่ทีมชาติสเปนซึ่งเพิ่งคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกก็มี อูไน ซิมอน เป็นกำลังสำคัญ ส่วน ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ก็เพิ่งคว้าแชมป์แชมเปียนส์ลีก โดยมี มัตเวย์ ซาโฟนอฟ เป็นผู้รักษาประตู แม้เขาอาจไม่ได้ถูกมองว่าเป็นซูเปอร์สตาร์ในตำแหน่งนี้ก็ตาม

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า…ถ้าผู้รักษาประตูสำคัญกับความสำเร็จของทีมขนาดนี้ แล้วทำไมค่าตัวของพวกเขาถึงไม่เคยพุ่งสูงเท่ากองหน้าหรือกองกลาง?

ปัจจุบันสถิติผู้รักษาประตูค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ยังเป็นของ เกปา อาร์ริซาบาลากา ที่เชลซีจ่าย 80 ล้านยูโรให้แอธเลติก บิลเบาในปี 2018 ตามมาด้วย อลิสซง เบ็คเกอร์ ซึ่งย้ายจากโรม่าไปลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวราว 67 ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์เดียวกัน

ย้อนกลับไปในปี 2001 ยูเวนตุสเคยจ่ายเงิน 32.6 ล้านปอนด์คว้า จานลุยจิ บุฟฟ่อน จากปาร์ม่า ซึ่งถือเป็นตัวเลขมหาศาลในเวลานั้น แต่หากไม่คิดเรื่องเงินเฟ้อ เจมส์ แทรฟฟอร์ดกำลังจะกลายเป็นเพียงผู้รักษาประตูคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ที่มีค่าตัวเกิน 40 ล้านปอนด์ ต่อจากเกปา, อลิสซง และอ็องเดร โอนาน่า

เมื่อเทียบกับตำแหน่งอื่น ความแตกต่างยิ่งชัดเจน

ตลาดนักเตะของกองหน้าและกองกลางทะลุหลัก 100 ล้านปอนด์ไปนานแล้ว ขณะที่แม้ แฮร์รี แม็กไกวร์ จะยังเป็นกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 80 ล้านปอนด์ แต่ก็ยังมีเซ็นเตอร์แบ็กและฟูลแบ็กอีกเกือบ 20 คนที่มีค่าตัวสูงกว่า 58 ล้านยูโร
ผู้รักษาประตูจึงดูเหมือนจะเป็นตำแหน่งที่ตลาดฟุตบอล “ให้คุณค่า” ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะฟุตบอลให้คุณค่ากับสิ่งที่มองเห็นและวัดผลได้ง่ายกว่า กองหน้ามีจำนวนประตู แอสซิสต์ และจังหวะสำคัญที่สร้างความตื่นเต้นให้แฟนบอล ขณะที่มูลค่าของผู้เล่นเกมรุกสามารถอธิบายได้ง่ายผ่านตัวเลขเหล่านี้

แต่สำหรับผู้รักษาประตู สิ่งสำคัญหลายอย่างกลับไม่ได้อยู่ในสถิติพื้นฐาน

เอียน เกรแฮม อดีตผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของลิเวอร์พูล อธิบายว่า แม้การเซฟจะเป็นสิ่งที่ข้อมูลสามารถวิเคราะห์ได้ค่อนข้างดี แต่รายละเอียดอื่น ๆ เช่น การตัดสินใจว่าจะออกมาตัดบอลหรือไม่ 

การรับมือกับลูกเปิด หรือตำแหน่งที่ควรยืนในแต่ละสถานการณ์ กลับต้องอาศัยข้อมูลการติดตามการเคลื่อนไหวและการวิเคราะห์ที่ซับซ้อนกว่าตำแหน่งอื่น นั่นทำให้การประเมินผู้รักษาประตูมีช่องว่างมากกว่า

และเมื่อสโมสรไม่มั่นใจว่าผู้รักษาประตูคนหนึ่ง “เก่งแค่ไหน” หรือเหมาะกับระบบของตัวเองมากน้อยเพียงใด การทุ่มเงินก้อนใหญ่จึงกลายเป็นความเสี่ยง

เกรแฮมยังชี้ให้เห็นว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดีลผู้รักษาประตูค่าตัวแพงจำนวนไม่น้อยไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง ส่วนหนึ่งมาจากการที่หลายสโมสรยังไม่มีทีมวิเคราะห์หรือแมวมองที่เชี่ยวชาญเฉพาะตำแหน่งนี้

ลิเวอร์พูลเป็นหนึ่งในสโมสรที่พยายามแก้ปัญหานี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยการดึงผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยพัฒนาข้อมูลเฉพาะด้านผู้รักษาประตู และหนึ่งในดีลที่ข้อมูลและการประเมินเหล่านี้มีส่วนสำคัญก็คือการคว้าตัว อลิสซง ซึ่งท้ายที่สุดกลายเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของยุค

แต่ไม่ใช่ทุกสโมสรที่จะมีทรัพยากรในระดับเดียวกัน อีกเหตุผลที่ทำให้ตลาดผู้รักษาประตูแตกต่างจากตำแหน่งอื่นคือ ความต้องการในตลาดไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย

เช่น หากทีมมีผู้รักษาประตูมือหนึ่งที่ดีอยู่แล้ว สโมสรอาจใช้งานเขาได้ยาวนานถึง 5, 6, 7 หรือ 8 ปี ขณะที่กองหน้าหรือกองกลางอาจต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทั้งจากฟอร์มการเล่น อาการบาดเจ็บ หรือการเปลี่ยนแปลงแท็กติก

และเมื่อผู้รักษาประตูเป็นตำแหน่งที่ต้องการ “ความไว้วางใจ” มากกว่าการหมุนเวียนตัวจริง สโมสรส่วนใหญ่จึงเลือกมีมือหนึ่งที่ชัดเจน และไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินมหาศาลกับผู้รักษาประตูสำรอง

ตลาดจึงมีความเคลื่อนไหวน้อยกว่า และเมื่อมีผู้รักษาประตูระดับท็อปเข้าสู่ตลาด ราคาก็ไม่ได้หมายความว่าจะพุ่งสูงเสมอไป
เพราะปัญหาอีกอย่างคือ อุปสงค์และอุปทาน

แมวมองของสโมสรพรีเมียร์ลีกแห่งหนึ่งมองว่า ปัจจุบันมีผู้รักษาประตูระดับท็อปที่สโมสรพร้อมจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อคว้าตัวจริง ๆ ไม่ถึง 10 คน และส่วนใหญ่กำลังเป็นมือหนึ่งให้กับสโมสรชั้นนำอยู่แล้ว

เมื่อสโมสรใหญ่มีผู้รักษาประตูที่ดี พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่บ่อย ๆ ขณะที่ผู้รักษาประตูที่ดีพอจะมีค่าตัวมหาศาลก็มีจำนวนจำกัด และนักเตะเหล่านั้นก็มักไม่ได้มีเหตุผลให้ต้องย้ายทีม นี่จึงกลายเป็นตลาดที่แตกต่างจากตำแหน่งอื่นอย่างชัดเจน

แม้ฟุตบอลยุคใหม่จะเปลี่ยนบทบาทของผู้รักษาประตูไปมากกว่าการ “ยืนเฝ้าเสา” ปัจจุบันผู้รักษาประตูต้องมีส่วนร่วมกับการขึ้นเกม ช่วยแกะเพรสซิ่ง เปิดเกมสวนกลับ และทำหน้าที่เป็นผู้เล่นคนสุดท้ายของแนวรับไปพร้อมกัน

แต่ถึงอย่างนั้น ตลาดซื้อขายก็ยังไม่สะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของพวกเขาอย่างเต็มที่

บางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ผู้รักษาประตูมีความสำคัญน้อยกว่า แต่อาจเป็นเพราะฟุตบอลยังไม่สามารถหาวิธีวัด “คุณค่าที่แท้จริง” ของพวกเขาได้อย่างแม่นยำพอ

เพราะกองหน้าอาจถูกตัดสินจากจำนวนประตู กองกลางอาจถูกวัดจากแอสซิสต์และการสร้างโอกาส แต่สำหรับผู้รักษาประตู สิ่งที่สำคัญที่สุดหลายครั้งกลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาที และบางครั้ง…สิ่งที่พวกเขาทำได้ดีที่สุด อาจเป็นการทำให้คู่แข่ง “ไม่มีโอกาสยิงประตู” ตั้งแต่แรก

และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมผู้รักษาประตูจึงเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในฟุตบอล แต่กลับเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่ตลาดซื้อขายยังตอบไม่ได้เต็มปากว่า…จริง ๆ แล้ว พวกเขาควรมีค่าตัวเท่าไหร่กันแน่?
 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ