การสูญเสียผู้เล่นแกนหลักหลายราย ไม่ว่าจะเป็น แอนโธนี่ กอร์ดอน, ซานโดร โตนาลี่ และ บรูโน่ กิมาไรส์ ส่งผลให้ทีม "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ลเสียสมดุลของขุมกำลังอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน สโมสรยังต้องเผชิญกับการอำลาของ "เอ็ดดี้ ฮาว" ผู้จัดการทีมที่อยู่กับทีมมานานเกือบ 5 ปี ทำให้ "สาลิกาดง" ต้องเริ่มต้นบทใหม่ภายใต้การคุมทีมของ มัทธิอัส ไจสส์เล พร้อมภารกิจสำคัญในการสร้างทีมขึ้นมาใหม่ และพาสโมสรกลับสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จอีกครั้ง
"บรูโน่ กิมาไรส์" กำลังจะย้ายไปร่วมทีมอาร์เซน่อลด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ หลังทั้ง 2 สโมสรสามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องค่าตัวได้เป็นที่เรียบร้อย โดยกองกลางทีมชาติบราซิล ซึ่งรับหน้าที่กัปตันทีมนิวคาสเซิ่ล มีกำหนดเข้ารับการตรวจร่างกายในกรุงลอนดอนภายในไม่กี่วันข้างหน้า
เดิมที นิวคาสเซิลไม่มีความตั้งใจที่จะปล่อยกิมาไรส์ออกจากทีม เนื่องจากเขาเป็นกำลังสำคัญของสโมสรมาโดยตลอด ตลอดการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 153 นัด กิมาไรส์ ทำไป 30 ประตู 26 แอสซิสต์ พร้อมมีบทบาทสำคัญในการพาทีมของเอ็ดดี้ ฮาว คว้าสิทธิ์ไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกได้ถึง 2 ครั้ง จนกลายเป็นหนึ่งในนักเตะขวัญใจแฟนบอลของสโมสร
ช่วงซัมเมอร์นี้ นิวคาสเซิ่ลต้องสูญเสียผู้เล่นตัวหลักหลายราย ไม่ว่าจะเป็น แอนโธนี่ กอร์ดอน ที่ย้ายไปบาร์เซโลน่า, ซานโดร โตนาลีา ที่ย้ายไปท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และล่าสุดคือ กิมาไรส์
สาเหตุสำคัญของสถานการณ์ดังกล่าวมาจากความวุ่นวายในระดับผู้บริหารและโครงสร้างของสโมสร ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในหลายด้าน
การแยกทางกับ "อแมนด้า สเตฟลี่ย์ และ เมห์ร์ดัด โกดุสซี" ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะสเตฟลี่้ย์ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานและสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกลุ่มทุนซาอุดีอาระเบียกับ เอ็ดดี้ ฮาว รวมถึงบรรดานักเตะในทีม ขณะเดียวกัน "พอล มิตเชลล์" ผู้อำนวยการกีฬา ก็ลาออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน ทำให้สโมสรต้องดำเนินตลาดซื้อขายโดยไม่มีผู้บริหารด้านฟุตบอลดูแลโดยตรง ส่วน "ดาร์เรน อีลส์" ประธานบริหาร ก็ประกาศลงจากตำแหน่งเนื่องจากปัญหาสุขภาพ
ผลกระทบดังกล่าวส่งต่อมาถึงการเสริมทัพในตลาดนักเตะ โดยเอ็ดดี้ ฮาว ต้องรับภาระมากกว่าที่ควร และพลาดเป้าหมายสำคัญหลายราย ไม่ว่าจะเป็น เลียม ดีแลป, ชูเอา เปโดร, อูโก เอกิติเก้ และ เบนยามิน เซชโก้ ซึ่งต่างเลือกย้ายไปสโมสรอื่น
ในช่วงซัมเมอร์ที่แล้วแม้นิวคาสเซิลจะได้เงินมากกว่า 120 ล้านปอนด์จากการขายอเล็กซานเดอร์ อิซัค แต่ความล่าช้าในการบริหารช่วงที่ผ่านมา ทำให้ทีมเสียเปรียบในการแข่งขันเพื่อคว้าผู้เล่นระดับท็อปเข้ามาร่วมทีม และท้ายที่สุดก็ต้องสูญเสียแกนหลักของทีมอย่างต่อเนื่อง
มาถึงปัจจุบัน นิวคาสเซิ่ลไม่ได้สูญเสียเพียงผู้เล่นตัวหลักหลายรายเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับการอำลาของ เอ็ดดี้ ฮาว ผู้จัดการทีมที่ประกาศลาออกจากตำแหน่งอีกด้วย
สาเหตุหลักของการตัดสินใจครั้งนี้มาจากความรู้สึกหมดพลัง หลังทำงานกับสโมสรมานานเกือบ 5 ปี ประกอบกับเพิ่งป่วยด้วยโรคปอดบวม และยังไม่มีโอกาสได้พักฟื้นอย่างเต็มที่ ฮาวมองว่าตนเองพาสโมสรมาได้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว และเชื่อว่าทีมจำเป็นต้องได้รับพลังงานและแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อขับเคลื่อนสโมสรต่อไป
ขณะเดียวกัน ฮาว ยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก เมื่อสโมสรสูญเสียผู้เล่นแกนหลักหลายรายในช่วงซัมเมอร์ ส่งผลให้การรักษามาตรฐานของทีมและการสร้างขุมกำลังสำหรับฤดูกาลใหม่กลายเป็นภารกิจที่ยากยิ่งขึ้น
หลังการอำลาของเอ็ดดี้ ฮาว นิวคาสเซิล แต่งตั้ง มัทธิอัส ไยส์เล่อ เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่ หลังย้ายมาจาก อัล อาห์ลี สโมสรในซาอุดีอาระเบีย โดยเจ้าตัวพาทีมคว้าแชมป์เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก 2 สมัยติดต่อกัน อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังเคยนำ เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก คว้าแชมป์ออสเตรีย บุนเดสลีกา 2 ฤดูกาลติดต่อกันในปี 2022 และ 2023
ภารกิจของ ไยส์เล่อ กับนิวคาสเซิ่ลไม่ใช่งานง่าย กุนซือชาวเยอรมันผู้นี้จะต้องเข้ามารับช่วงต่อในช่วงบรรยากาศภายในทีมเต็มไปด้วยความกดดัน หลังสโมสรจบเพียงอันดับ 12 ในศึกพรีเมียร์ลีก พร้อมทั้งพลาดโควตา ไปเล่นในถ้วยยุโรป ที่สำคัญการเสริมทัพเมื่อฤดูกาลก่อนก็ยังไม่สามารถสร้างผลงานได้คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ลงทุนไป
หากมองสไตล์การทำทีมไยส์เล่อ นั้นขึ้นชื่อเรื่องฟุตบอลเกมรุกที่ดุดัน เน้นการเพรสซิ่งสูง เปลี่ยนเกมรุกอย่างรวดเร็ว และให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เล่นดาวรุ่ง อย่างไรก็ตาม นักเตะอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวเข้ากับแนวทางการเล่นรูปแบบใหม่ ขณะที่สโมสรยังต้องเดินหน้าเสริมทัพเพื่อทดแทนผู้เล่นตัวหลักที่ย้ายออกไป
จึงเป็นเรื่องน่าจับตาว่า นิวคาสเซิ่ลจะสามารถยกระดับทีมได้มากน้อยเพียงใด ภายใต้การคุมทีมของผู้จัดการคนใหม่ ทั้งในด้านการเสริมทัพและการสร้างรูปแบบการเล่นที่ชัดเจน
โดยเกมที่เปิดเซนต์ เจมส์ ปาร์ค ต้อนรับมาเยือนของ ลิเวอร์พูล ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญของ ไยส์เล่อ ตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลใหม่