ทุกครั้งที่ตลาดนักเตะเปิด หนึ่งในคำถามที่แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ยินอยู่เสมอคือ "ทำไมทีมถึงขายนักเตะไม่ออกสักที"
ไม่ว่าจะเป็น มาร์คัส แรชฟอร์ด, อ็องเดร โอนาน่า หรือก่อนหน้านี้อย่าง เจดอน ซานโช่ และอีกหลายคน
แม้จะมีข่าวย้ายทีมออกมาแทบทุกสัปดาห์ แต่สุดท้ายดีลก็มักเงียบหาย หรือไม่ก็ต้องปล่อยยืมแทนการขายขาดหลายคนอาจคิดว่าเป็นเพราะนักเตะฟอร์มตก แต่ความจริงแล้ว ปัญหาใหญ่กว่านั้นอาจอยู่ที่ "สัญญา"
ฟังดูเหมือนเป็นรางวัลที่เหมาะสมสำหรับความสำเร็จของทีม แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันกลับกลายเป็นปัญหาที่สโมสรต้องรับมือ
เพราะต่อให้นักเตะคนนั้นจะไม่ได้ลงเล่นมากนัก ฟอร์มตก หรือแม้แต่ถูกปล่อยยืมออกไปในฤดูกาลถัดมา ค่าเหนื่อยที่เพิ่มขึ้นก็ยังคงอยู่ และนั่นคือจุดที่ตลาดนักเตะเริ่มซับซ้อน
ลองนึกภาพว่ามีสโมสรสนใจนักเตะคนหนึ่ง แต่ต้องจ่ายค่าเหนื่อยมากกว่า 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ทั้งที่นักเตะไม่ได้เป็นตัวหลักมาสักพักแล้ว ต่อให้ค่าตัวไม่แพง หลายทีมก็ยังลังเล เพราะต้นทุนที่แท้จริงไม่ใช่ค่าตัว แต่คือ "ค่าเหนื่อย"
เคสของ มาร์คัส แรชฟอร์ด เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน แม้ฤดูกาลก่อนเขาจะถูกปล่อยยืม และไม่ได้มีส่วนช่วยให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกลับไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก แต่ด้วยเงื่อนไขในสัญญาเดิม ค่าเหนื่อยของเขาก็ยังเพิ่มขึ้นตามข้อตกลงเดิม จนกลับมาอยู่ในระดับมากกว่า 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์อีกครั้ง
สโมสรที่สนใจหลายทีมต้องคิดหนัก เพราะการซื้อนักเตะหนึ่งคน ไม่ได้มีแค่ค่าตัว แต่ยังต้องรับภาระค่าเหนื่อยมหาศาลไปอีกหลายปี
อ็องเดร โอนาน่า ก็เจอสถานการณ์คล้ายกัน แม้จะไม่ได้อยู่กับทีมตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา แต่ค่าเหนื่อยก็ยังขยับขึ้นตามเงื่อนไขเดิม ทำให้การปล่อยตัวออกจากทีมยิ่งซับซ้อนกว่าเดิม
นี่คือเหตุผลที่หลายครั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องยอมปล่อยนักเตะแบบยืมตัว หรือแม้แต่ยอมลดค่าตัวลง เพราะถ้ารอให้มีทีมที่พร้อมจ่ายค่าเหนื่อยเต็มจำนวน อาจไม่มีใครเข้ามาเลย
บทเรียนนี้ทำให้ ยูไนเต็ด เปลี่ยนนโยบายเรื่องสัญญาใหม่ทั้งหมด ปัจจุบัน นักเตะที่จะได้รับโบนัสจากการไปเล่นแชมเปียนส์ ลีก จะต้องลงเล่นอย่างน้อย 60 เปอร์เซ็นต์ของเวลาการแข่งขันทั้งฤดูกาลเสียก่อน
หรือพูดง่าย ๆ คือ ต้อง "มีส่วนร่วมกับความสำเร็จ" จริง ๆ ถึงจะได้รับรางวัล ตัวอย่างอย่าง โจชัว เซิร์กซี ไม่ได้รับการขึ้นค่าเหนื่อยในช่วงซัมเมอร์นี้ เพราะลงเล่นไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด
ข้อดีคือ หากวันหนึ่งสโมสรต้องการขายเขา ค่าเหนื่อยก็จะไม่กลายเป็นอุปสรรคเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับนักเตะรุ่นก่อน
แต่จริง ๆ แล้ว ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลายสโมสรเคยเจอกับสัญญาที่ให้ค่าเหนื่อยสูงเกินความเหมาะสม แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ยูไนเต็ดยังคงมีนักเตะหลายคนที่อยู่ภายใต้สัญญารูปแบบเดิม ทำให้ผลกระทบยังตามหลอกหลอนสโมสรจนถึงทุกวันนี้
ฟุตบอลยุคใหม่จึงไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องการซื้อผู้เล่นเก่ง ๆ เข้ามา แต่ยังแข่งกันตั้งแต่ตอน "เขียนสัญญา"เพราะสัญญาที่ดูคุ้มค่าในวันที่เซ็น อาจกลายเป็นภาระที่ต้องแบกไปอีกหลายปี และบางครั้ง...สิ่งที่ทำให้สโมสรสร้างทีมใหม่ได้ยากที่สุด อาจไม่ใช่การหานักเตะเข้ามา แต่คือการขายนักเตะออกไปจากทีมต่างหาก