ปรีซีซั่นของเชลซีในปีนี้อาจไม่ได้ถูกจดจำจากผลการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการได้เห็นว่า ชาบี อลอนโซ่ กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนทีมที่ผ่านฤดูกาลอันยุ่งเหยิงมาให้กลายเป็นทีมในแบบที่เขาต้องการอย่างไร
เพราะตลอดช่วงทัวร์ที่ผ่านมา สิ่งที่เห็นชัดไม่ได้มีแค่แท็กติกในสนาม แต่รวมถึงวิธีทำงาน การสร้างความสัมพันธ์ในทีม การดูแลดาวรุ่ง ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ ที่สะท้อนวัฒนธรรมของผู้จัดการทีมคนใหม่
โดยเชลซีออกเดินทางไกลกว่าสโมสรพรีเมียร์ลีกแทบทุกทีมในช่วงปรีซีซั่นนี้ ทั้งซิดนีย์ ฮ่องกง จาการ์ตา และมาเลเซีย ซึ่งตามปกติแล้วการเดินทางที่หนักหน่วงแบบนี้อาจทำให้การเตรียมทีมมีข้อจำกัดไม่น้อย แต่อลอนโซ่กลับเลือกใช้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสในการสร้างมาตรฐานของตัวเองตั้งแต่วันแรก
แม้กระทั่งเรื่องสภาพร่างกาย เขาก็ไม่ได้แค่สั่งให้นักเตะทำ แต่ลงมือทำไปพร้อมกับทีมงานด้วย หลังเดินทางข้ามโลก เขายังออกไปวิ่งแก้อาการเจ็ตแล็กด้วยตัวเอง ภาพแบบนี้อาจไม่ได้อยู่ในแท็กติกบอร์ด แต่กำลังส่งสารสำคัญไปถึงทีมว่า ที่นี่จะไม่มีข้ออ้างง่าย ๆ และมาตรฐานต้องเริ่มจากคนที่เป็นผู้นำก่อน
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ อลอนโซ่ไม่ได้เป็นโค้ชที่ยืนอยู่ข้างสนามแล้วปล่อยให้ทีมงานจัดการทุกอย่าง แต่เขาเข้าไปมีส่วนร่วมกับการฝึกซ้อมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องฟุตบอลที่เขาเคยทำได้ยอดเยี่ยมในฐานะนักเตะระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการสาธิตการจ่ายบอล การช่วยแก้รายละเอียดให้นักเตะ
หรือแม้แต่การกระตุ้นให้ เอสเตเวา วิลเลียน ลองเปิดบอลด้วยเท้าข้างที่ไม่ถนัด เพื่อให้เพื่อนร่วมทีมเข้าทำต่อได้ อลอนโซ่ไม่ได้แค่บอกว่า “ต้องทำแบบนี้” แต่เขาแสดงให้เห็นด้วยตัวเองว่าควรทำอย่างไร จน ลีวาย โคลวิลล์ ถึงกับพูดติดตลกว่าอิจฉาความสามารถในการวางบอลของเจ้านายตัวเอง
ขณะที่ โรเมโอ ลาเวีย มองว่าการได้เห็นอลอนโซ่ลงมาจ่ายบอลในสนามซ้อม เป็นเหมือนบทเรียนจากนักเตะระดับท็อปที่หาไม่ได้ง่าย ๆ
นี่จึงเป็นหนึ่งในจุดที่น่าจับตามองของเชลซีชุดนี้ เพราะทีมมีนักเตะอายุน้อยจำนวนมาก และการมีโค้ชที่เคยผ่านทั้งลิเวอร์พูล เรอัล มาดริด และบาเยิร์น มิวนิค ย่อมทำให้ห้องแต่งตัวมีแหล่งความรู้ฟุตบอลระดับสูงเพิ่มขึ้นอีกคน ยิ่งไปกว่านั้น ปรีซีซั่นครั้งนี้ยังเปิดพื้นที่ให้ดาวรุ่งหลายคนได้แสดงตัวเอง โดยเฉพาะนักเตะวัยเพียง 16-17 ปีที่ถูกดันขึ้นมาร่วมทีมชุดใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ มาห์ดี นิโคลล์-จาซูลี ที่ทำผลงานได้โดดเด่นในแดนกลางจนกลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดระหว่างทัวร์
แต่อลอนโซ่ก็ไม่ได้มองนักเตะดาวรุ่งแค่ในเรื่องฟุตบอลเท่านั้น เชลซีเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ออกไปดูหนัง นั่งเรือ และสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น ขณะที่ในโรงแรมก็มีทั้งปิงปอง เกมปาเป้า และเกมคอมพิวเตอร์ให้เล่น นี่อาจดูเหมือนเรื่องเล็ก ๆ แต่ในมุมของการสร้างทีม มันช่วยให้นักเตะที่อายุไล่เลี่ยกันได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันนอกสนาม และสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการซ้อมเพียงอย่างเดียว
อีกหนึ่งเรื่องที่เริ่มเห็นชัดขึ้นในช่วงท้ายของทัวร์คือ แท็กติกของอลอนโซ่เริ่มแตกต่างจากช่วงแรกมากขึ้น ในเกมแรก ๆ เชลซียังไม่ได้เปลี่ยนระบบจากแนวทางเดิมมากนัก แต่เมื่อผู้เล่นชุดใหญ่ทยอยกลับมาจากฟุตบอลโลก แนวคิดใหม่ก็เริ่มถูกใส่เข้ามามากขึ้น
โดยเฉพาะการทำงานกับ ออสติน แม็คฟี โค้ชลูกตั้งเตะคนใหม่ ซึ่งเข้ามามีบทบาทในสนามซ้อมอย่างเห็นได้ชัด และเพียงไม่นาน ลูกตั้งเตะก็เริ่มกลายเป็นหนึ่งในอาวุธที่เชลซีดูอันตรายขึ้น
เกมกับเอซี มิลานจึงเป็นเหมือนภาพตัวอย่างที่ชัดที่สุดของสิ่งที่อลอนโซ่กำลังสร้าง เพราะนอกจากเชลซีจะชนะ 3-0 จากสองประตูของ ชูเอา เปโดร แล้ว พวกเขายังทำประตูจากลูกเตะมุมได้ถึงสองครั้ง
และที่สำคัญคือเป็นเกมแรก ๆ ที่เราได้เห็นเชลซีทดลองเล่นด้วยระบบกองหลังสามคนและวิงแบ็ก ซึ่งเป็นระบบที่มีความเชื่อมโยงกับฟุตบอลของอลอนโซ่ในช่วงที่เขาพาไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นคว้าแชมป์บุนเดสลีกา
ชูเอา เปโดร เองก็กลายเป็นอีกหนึ่งชื่อที่โดดเด่นที่สุดของปรีซีซั่น หลังทำไปถึง 6 ประตูจาก 6 เกม รวมถึงเกมอุ่นเครื่องแบบปิด ซึ่งทำให้เขาเริ่มส่งสัญญาณว่าอาจกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญในแนวรุกของอลอนโซ่ในฤดูกาลใหม่
แน่นอนว่า ปรีซีซั่นยังไม่สามารถตอบได้ว่าเชลซีของอลอนโซ่จะประสบความสำเร็จแค่ไหน เพราะพวกเขายังมีเวลาต้องปรับตัวอีกมาก ผลงานตลอดทัวร์ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ทั้งชนะเวสเทิร์น ซิดนีย์ วันเดอเรอร์ส แพ้สเปอร์ส แพ้ยูเวนตุส ก่อนกลับมาชนะเอซี มิลาน และเสมอยะโฮร์ ดารุล ทักซิม
แต่สิ่งที่สำคัญกว่า “แพ้หรือชนะ” คือเราเริ่มเห็นองค์ประกอบบางอย่างที่อลอนโซ่กำลังพยายามใส่เข้าไปในทีม ทั้งความเข้มข้นในการทำงาน ความใกล้ชิดระหว่างโค้ชกับนักเตะ การให้พื้นที่กับดาวรุ่ง การสร้างความสัมพันธ์ในห้องแต่งตัว รวมถึงรายละเอียดทางแท็กติกที่เริ่มชัดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
จากนี้ เชลซีจะกลับไปใช้เวลาสองสัปดาห์ที่ค็อบแฮมเพื่อรีเซ็ตทีม ก่อนจะเจอกับเรอัล โซเซียดาดที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ และต่อด้วยเกมพรีเมียร์ลีกนัดเปิดฤดูกาลกับฟูแล่ม
ซึ่งจะเป็นบททดสอบว่า สิ่งที่อลอนโซ่ค่อย ๆ สร้างมาตลอดช่วงซัมเมอร์ จะสามารถเปลี่ยนจาก “วัฒนธรรมในปรีซีซั่น” ให้กลายเป็นผลงานในสนามได้มากแค่ไหน
เพราะสุดท้ายแล้ว ปรีซีซั่นอาจไม่ได้มีไว้เพื่อหาคำตอบว่า เชลซีจะจบฤดูกาลด้วยถ้วยอะไร แต่มีไว้เพื่อหาคำตอบที่สำคัญกว่านั้นว่า ทีมชุดนี้กำลังจะกลายเป็นทีมแบบไหนภายใต้การกุมบังเหียนของ ชาบี อลอนโซ่ และจากสิ่งที่เห็นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างน้อยที่สุด เชลซีก็เริ่มมีภาพของ “ตัวตนใหม่” ให้เราได้เห็นแล้ว