เหลือเวลาไม่มากแล้วสำหรับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังมีรายงานว่า เชลซี ตั้งเส้นตายให้พวกเขาตัดสินใจภายใน 5 ทุ่มของวันนี้ หากต้องการคว้าตัว เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ ด้วยค่าตัวที่สโมสรตั้งเอาไว้ราว 120 ล้านปอนด์
ดีลนี้จึงไม่ได้มีแค่เรื่องของตัวเลขค่าตัวมหาศาล แต่ยังมีคำถามสำคัญตามมาว่า ทำไม แมนฯ ซิตี้ ถึงต้องการเอ็นโซ่มากขนาดนั้น?
โดยเฉพาะในวันที่ทีมกำลังต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแดนกลาง หลังการขาดหายไปของ โรดรี้ ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาเป็นเหมือนหัวใจสำคัญของระบบการเล่นของทีม
เพราะ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ ไม่ใช่โรดรี้คนใหม่ และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ดีลมูลค่า 120 ล้านปอนด์นี้น่าสนใจกว่าที่คิด
เอ็นโซ่กลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่โดดเด่นที่สุดของเชลซีในช่วงที่ผ่านมา แม้ผลงานของทีมจะไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวัง แต่เขายังคงมีบทบาทสำคัญกับทีมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความสามารถในการเล่นได้หลายตำแหน่ง
เขาสามารถถอยลงมารับบอลจากแนวรับ ช่วยสร้างเกมจากแดนกลาง ขยับขึ้นไปสร้างโอกาส หรือเติมเข้าไปในกรอบเขตโทษเพื่อจบสกอร์ได้ด้วยตัวเอง
นี่จึงไม่ใช่กองกลางที่มีหน้าที่แค่ “คุมจังหวะ” แต่เป็นนักเตะที่สามารถเข้าไปมีส่วนกับเกมได้แทบทุกพื้นที่ของสนาม
ฤดูกาลที่ผ่านมา เอ็นโซ่สร้างโอกาสในพรีเมียร์ลีกได้ถึง 68 ครั้ง มากเป็นอันดับ 3 ของลีก ขณะที่การจ่ายบอลทะลุแนวรับคู่แข่งทำได้ถึง 51 ครั้ง เป็นรองเพียง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่ทำได้ 52 ครั้ง
และสิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากกองกลางตัวคุมเกมทั่วไป คือความอันตรายเมื่อขยับเข้าใกล้กรอบเขตโทษ
เอ็นโซ่มีส่วนร่วมกับจังหวะเกมรุกของเชลซีที่นำไปสู่การยิงประตูถึง 200 ครั้ง ในฤดูกาล 2024-25 และยังเป็นกองกลางที่มีค่า Expected Goals หรือ xG สูงที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนั้นอีกด้วย
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าโรดรี้เป็นคนที่ช่วยทำให้เกมของแมนฯ ซิตี้ “เป็นระเบียบ” เอ็นโซ่ก็เป็นนักเตะที่พร้อมช่วยทำให้เกม “เดินหน้า”
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการนำทั้งสองคนมาเปรียบเทียบกันแบบตรง ๆ อาจไม่แฟร์นัก เพราะโรดรี้โดดเด่นเรื่องการควบคุมเกมจากด้านหลัง การรับบอล การจ่ายบอล และการรักษาสมดุลของทีม ขณะที่เอ็นโซ่มีความดุดันกว่าในการเคลื่อนที่ขึ้นไปข้างหน้า และอันตรายกว่าเมื่อเข้าไปอยู่ในพื้นที่เกมรุก
ลองดูตัวเลขก็เห็นความแตกต่างชัดเจน ในฤดูกาล 2023-24 โรดรี้มีจำนวนการจ่ายบอลเฉลี่ยต่อเกมมากกว่าเอ็นโซ่ในฤดูกาล 2024-25 ถึงกว่า 2 เท่า รวมถึงมีอัตราการจ่ายบอลสำเร็จและการจ่ายบอลทะลุแนวรับที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน แต่เอ็นโซ่มีสิ่งที่โรดรี้ไม่ได้ทำบ่อยเท่า นั่นคือ การเติมเข้าเขตโทษ
เขาสามารถวิ่งสอดเข้าไปในกรอบเขตโทษได้หลายครั้งต่อเกม ขณะที่โรดรี้มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าครึ่งครั้งต่อเกม และหลายครั้งการเติมขึ้นไปแบบนั้นก็จบลงด้วยการที่เอ็นโซ่เป็นคนทำประตูเอง
จุดนี้เองที่ทำให้หลายคนมองเห็นความคล้ายคลึงระหว่างเอ็นโซ่กับ แฟรงค์ แลมพาร์ด เพราะทั้งคู่มีความสามารถในการเติมจากแดนกลาง เข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่แนวรับคู่แข่งคาดไม่ถึง และจบสกอร์จากแถวสองได้ดี
ดังนั้น หากแมนฯ ซิตี้กำลังมองหาใครสักคนมาแทนโรดรี้ เอ็นโซ่อาจไม่ใช่คำตอบในความหมายว่า “เอาคนนี้มาแล้วเล่นเหมือนเดิมทุกอย่าง”
แต่อาจเป็นคำตอบของคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า “ถ้าไม่มีโรดรี้แล้ว แมนฯ ซิตี้ จะเล่นฟุตบอลแบบใหม่ได้อย่างไร?”
และนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมค่าตัว 120 ล้านปอนด์ถึงน่าสนใจ เพราะในฝั่งเชลซีเอง การปล่อยเอ็นโซ่ออกไปก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สโมสรตั้งราคาของเขาไว้สูงถึง 120 ล้านปอนด์ และกำหนดเส้นตายให้ซิตี้ตัดสินใจภายในคืนนี้ หากต้องการปิดดีล
ถ้าซิตี้ไม่ยอมจ่ายตามตัวเลขที่เชลซีต้องการ เอ็นโซ่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในนักเตะคนสำคัญของทีมต่อไป แต่ถ้าดีลเกิดขึ้น เชลซีก็จะต้องเจอกับคำถามสำคัญทันทีว่า ใครจะเข้ามาทำหน้าที่แทนเขา? เพราะการหานักเตะที่ทำได้ทุกอย่างแบบเอ็นโซ่ในคนเดียวไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ส่วนฝั่งแมนฯ ซิตี้กลับตรงกันข้าม พวกเขาไม่ได้กำลังมองหานักเตะที่ต้องทำทุกอย่างเหมือนโรดรี้ แต่กำลังหาวิธีสร้างแดนกลางขึ้นมาใหม่
เพราะโรดรี้มีความสำคัญกับซิตี้มากกว่าการเป็นกองกลางตัวรับธรรมดา เขาเป็นเหมือนคนที่คอยกำหนดจังหวะของเกม ทำให้เพื่อนร่วมทีมสามารถขยับขึ้นไปเล่นเกมรุกได้อย่างมั่นใจ เพราะรู้ว่ามีเขาคอยดูแลพื้นที่ด้านหลัง
แต่ถ้าไม่มีโรดรี้แล้ว แมนฯ ซิตี้อาจต้องเปลี่ยนวิธีคิด พวกเขาอาจใช้กองกลางมากกว่าหนึ่งคนช่วยกันรักษาสมดุล หรือเลือกใช้ผู้เล่นที่มีความสามารถในการพาบอลขึ้นหน้าและสร้างเกมรุกมากขึ้น
และเอ็นโซ่ก็เหมาะกับภาพนั้นพอดี เขาไม่ใช่กองกลางที่ยืนอยู่กับที่เพื่อรอคุมเกม แต่เป็นนักเตะที่พร้อมขยับไปหาบอล เปิดพื้นที่ให้เพื่อน เชื่อมเกม และเติมเข้าไปในพื้นที่สุดท้าย
เพราะฉะนั้น คำถามว่า “120 ล้านปอนด์แพงไปไหม?” จึงอาจยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ถ้าซิตี้กำลังซื้อเอ็นโซ่เพื่อให้เขาเป็นโรดรี้คนใหม่ ราคานี้อาจดูสูงมาก
แต่ถ้าพวกเขากำลังซื้อกองกลางที่สามารถเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการเล่น เติมความอันตรายในเกมรุก และช่วยสร้างสมดุลใหม่ให้ทีม เงิน 120 ล้านปอนด์ก็อาจเป็นราคาสำหรับการเริ่มต้นยุคใหม่ของแดนกลาง
เพราะสุดท้ายแล้ว เอ็นโซ่ไม่จำเป็นต้องเป็นโรดรี้ เขาแค่ต้องเป็น เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ ในเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเอง และนั่นคือสิ่งที่ แมนฯ ซิตี้ กำลังต้องตัดสินใจว่า พวกเขาเชื่อมากพอหรือไม่ที่จะจ่าย 120 ล้านปอนด์ เพราะบางที ซิตี้ไม่ได้กำลังตามหาคนมา แทนที่โรดรี้
แต่กำลังตามหาคนที่จะทำให้พวกเขา สร้าง แมนฯ ซิตี้ ยุคใหม่ขึ้นมาได้ โดยไม่ต้องมีโรดรี้อยู่ในสมการอีกต่อไป