ไร้โรดรี้ ปัญหาใหญ่ของแมนฯซิตี้ ไม่ใช่การหาตัวแทนแต่คือการสร้างทีมใหม่?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

การขาดโรดรี้ อาจไม่ใช่แค่การสูญเสียกองกลางตัวรับ แต่คือบททดสอบว่า แมนฯ ซิตี้ จะสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาได้อย่างไร

หากจะบอกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แพ้อาร์เซน่อล 0-3 ในคอมมูนิตี้ ชิลด์ เพราะไม่มี โรดรี้ ก็คงไม่ผิดนัก เพราะตลอด 90 นาทีที่ผ่านมา สิ่งที่เราได้เห็นไม่ได้สะท้อนเพียงช่องว่างตรงกลางสนามที่เคยถูกเติมเต็มด้วยหนึ่งในกองกลางตัวรับที่ดีที่สุดของโลกเท่านั้น หากแต่กำลังสะท้อนคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า...

เมื่อไม่มีโรดรี้แล้ว แมนฯ ซิตี้ จะยังเป็น แมนฯ ซิตี้ แบบเดิมได้หรือเปล่า?
 

ทัพเรือใบสีฟ้า Reuters/Chris Radburn
ทัพเรือใบสีฟ้า
คำถามนี้เกิดขึ้นทันที เพราะอาร์เซน่อลไม่ได้เพียงเอาชนะซิตี้ด้วยสกอร์ 3-0 แต่ยังเป็นฝ่ายควบคุมเกมเหนือกว่าแทบทุกมิติ ตั้งแต่การครองพื้นที่แดนกลาง การเคลื่อนที่โดยไม่มีบอล ไปจนถึงการโจมตีพื้นที่ระหว่างแนวรับของซิตี้

ในทางกลับกัน แมนฯ ซิตี้ กลับดูเหมือนทีมที่ยังพยายามหาจังหวะของตัวเองไม่เจอ มาเตโอ โควาซิช พยายามประคองเกมในแดนกลาง ขณะที่ เอลเลียต แอนเดอร์สัน ได้รับโอกาสออกสตาร์ต แต่ยังไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าเขาจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่โรดรี้ทิ้งเอาไว้ได้

และเมื่อแดนกลางไม่สามารถควบคุมเกมได้ ปัญหาที่ตามมาจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตำแหน่งเดียว เพราะมันเริ่มส่งผลต่อโครงสร้างของทั้งทีม

นั่นเป็นเพราะ โรดรี้ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นกองกลางตัวรับธรรมดา ๆ แต่เขาคือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ฟุตบอลของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สามารถทำงานได้อย่างที่ควรจะเป็น

เขารับบอลจากแนวรับ ช่วยทีมเอาตัวรอดจากการเพรสซิ่ง คอยควบคุมจังหวะเกม ป้องกันพื้นที่หน้าแผงเซ็นเตอร์แบ็ก และในเวลาเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้เล่นคนอื่นสามารถขยับขึ้นไปเล่นเกมรุกได้อย่างมั่นใจ

ดังนั้น เมื่อโรดรี้หายไป สิ่งที่ซิตี้กำลังสูญเสียจึงไม่ใช่เพียง “ตำแหน่งหมายเลข 6” แต่คือ จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของโครงสร้างที่เคยทำให้ทีมนี้เล่นฟุตบอลในแบบของตัวเองได้

ยิ่งไปกว่านั้น แมนฯ ซิตี้ ยังไม่ได้กำลังเสียเพียงโรดรี้คนเดียว เพราะในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ พวกเขาต้องบอกลาแกนหลักของทีมหลายคน
แบร์นาร์โด้ ซิลวา และ จอห์น สโตนส์ ต่างก็ทยอยเดินออกจากทีม ขณะที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้วางรากฐานฟุตบอลของสโมสรตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ก็หมดบทบาทลงเช่นกัน

เมื่อเอาทั้งหมดมารวมกัน ภาพที่เกิดขึ้นจึงชัดเจนว่า แมนฯ ซิตี้ ไม่ได้กำลังเปลี่ยนแค่ผู้เล่นบางตำแหน่ง แต่กำลัง เปลี่ยนผ่านจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่ง และนั่นทำให้โจทย์ของ เอ็นโซ่ มาเรสก้า ใหญ่กว่าการถามว่า “ใครจะมาแทนโรดรี้?”

เพราะถ้ามองปัญหาแบบตรงไปตรงมา คำตอบก็คงง่ายมาก นั่นคือหากองกลางตัวรับสักคนที่เล่นใกล้เคียงกับโรดรี้เข้ามา แล้วพยายามเดินหน้าต่อด้วยฟุตบอลแบบเดิม

แต่ในความเป็นจริง ฟุตบอลไม่ได้ทำงานง่ายขนาดนั้น นักเตะแต่ละคนมีคุณสมบัติแตกต่างกัน และเมื่อคุณไม่สามารถหาคนที่เหมือนนักเตะคนเดิมได้ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนจึงอาจไม่ใช่ตัวนักเตะ แต่เป็น วิธีการเล่นของทั้งทีม

พูดอีกอย่างก็คือ ระบบต้องปรับเข้าหานักเตะ ไม่ใช่พยายามบังคับให้นักเตะกลายเป็นคนที่เขาไม่ใช่

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมชื่อของ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ ถึงถูกพูดถึงอย่างหนักในช่วงเวลานี้ เพราะเอ็นโซ่ไม่ใช่โรดรี้ และจริง ๆ แล้วเขาก็ไม่จำเป็นต้องเป็นโรดรี้ด้วย

จุดเด่นของเอ็นโซ่อยู่ที่การพาบอลขึ้นหน้า การผ่านบอล การเชื่อมเกม และการเคลื่อนที่เพื่อสร้างทางเลือกให้เพื่อนร่วมทีมในแดนกลาง เขาอาจไม่ได้เข้ามาปิดพื้นที่หน้าแผงหลังได้ในแบบเดียวกับโรดรี้ แต่สามารถช่วยให้ซิตี้ควบคุมเกมผ่านวิธีการที่แตกต่างออกไป

ดังนั้น หากซิตี้ตัดสินใจทุ่มเงินมหาศาลเพื่อดึงเอ็นโซ่เข้ามา คำถามจึงไม่ควรมีเพียงว่า “เขาแทนโรดรี้ได้หรือไม่?”
แต่ควรเป็นว่า “เขาจะทำให้ซิตี้เล่นฟุตบอลแบบไหนได้บ้าง?”

และถ้าแดนกลางคือหนึ่งในโจทย์ใหญ่ของมาเรสก้า เกมเมื่อคืนก็ยังเผยให้เห็นว่า ปัญหาของซิตี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตรงนั้น การจัดตัวในแนวรับเองก็กลายเป็นอีกหนึ่งจุดที่สร้างความกังวล โดยเฉพาะการเลือกใช้ อับดูโคดีร์ คูซานอฟ ยืนแบ็กขวา ซึ่งต้องเจอกับ คริสตอส โซลิส ปีกซ้ายคนใหม่ของอาร์เซน่อล

ตลอดทั้งเกม คูซานอฟมีปัญหาในการรับมือกับการเคลื่อนที่ของโซลิสอย่างเห็นได้ชัด และจังหวะประตูที่สองก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เมื่อโซลิสขยับเข้าด้านในจนคูซานอฟเสียตำแหน่ง ก่อนเปิดบอลให้ ไค ฮาแวร์ตซ์ โหม่งเข้าไปจากระยะเผาขน

ที่สำคัญ การเคลื่อนที่ของโซลิสไม่ได้สร้างปัญหาให้คูซานอฟเพียงคนเดียว แต่มันลากแนวรับของซิตี้ให้เสียตำแหน่งไปด้วย รูเบน ดิอาส ต้องขยับออกมาช่วยปิดพื้นที่ ขณะเดียวกัน เมื่อเซ็นเตอร์แบ็กต้องออกจากตำแหน่ง พื้นที่ส่วนอื่นของแนวรับก็เปิดมากขึ้น และนั่นทำให้อาร์เซน่อลสามารถใช้ผู้เล่นคนอื่นเข้ามาโจมตีต่อได้

แน่นอนว่า คูซานอฟไม่ใช่ต้นเหตุของทุกอย่าง เพราะผู้เล่นคนอื่นในแนวรับก็ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุดเช่นกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็บอกเราได้อย่างหนึ่งว่า แมนฯ ซิตี้ ยังมีปัญหาเรื่องสมดุลของทีมที่ต้องรีบแก้

และนั่นทำให้เกมพรีเมียร์ลีกนัดเปิดฤดูกาลกับ บอร์นมัธ กลายเป็นบททดสอบที่น่าสนใจขึ้นมาทันที เพราะถ้าแนวรับของซิตี้ยังเปิดพื้นที่ให้คู่แข่งได้ง่าย ๆ แบบนี้ พวกเขาอาจไม่ได้เจอกับเกมที่ง่ายอย่างที่หลายคนคาด

ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาของ แมนฯ ซิตี้ ในเวลานี้จึงอาจไม่ใช่แค่การไม่มีโรดรี้ และไม่ใช่เพียงการหาใครสักคนเข้ามาแทนที่เขา แต่คือการหาคำตอบว่า เมื่อนักเตะคนสำคัญของยุคเก่าค่อย ๆ หายไป แล้วทีมนี้จะสร้างตัวตนแบบไหนขึ้นมาแทน?

เพราะบางที การพยายามหา “โรดรี้คนใหม่” อาจไม่ใช่คำตอบ สิ่งที่ แมนฯ ซิตี้ ต้องทำ อาจเป็นการสร้าง “แมนฯ ซิตี้ แบบใหม่” ในมือของมาเรสก้า ขึ้นมาแทนต่างหาก
 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ