จาก สตีฟ แม็คมานามาน และร็อบบี้ ฟาวเลอร์ สู่ เจมี คาร์ราเกอร์ และสตีเวน เจอร์ราร์ด ก่อนจะส่งต่อมาถึง จอน ฟลานาแกน, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และเคอร์ติส โจนส์ ตลอดยุคพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูลแทบไม่เคยขาดนักเตะที่เป็น “คนท้องถิ่น หรือสเกาเซอร์” จากเมืองลิเวอร์พูลในทีมชุดใหญ่เลย
อย่างน้อยหนึ่งคนจะต้องมีชื่ออยู่ในทีมเสมอ และสำหรับแฟนบอลจำนวนมาก สิ่งนี้มีความหมายมากกว่าการได้เห็นเด็กจากอะคาเดมีขึ้นมาเล่นฟุตบอล
เพราะมันคือสายสัมพันธ์ที่มากกว่าฟุตบอล เด็กจากเมืองเดียวกัน เติบโตมากับสโมสร และวันหนึ่งได้ลงเล่นต่อหน้าคนที่มองเขาไม่ใช่แค่นักเตะ แต่คือ “หนึ่งในพวกเรา”
แต่วันนี้ สายสัมพันธ์นั้นกำลังถูกตัดขาดลงอย่างชัดเจน หลัง เคอร์ติส โจนส์ บรรลุข้อตกลงย้ายไป อินเตอร์ มิลาน ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ พร้อมเงื่อนไขส่วนแบ่งการขายต่อ 10 เปอร์เซ็นต์
ส่งผลให้ อันโดนี่ อิราโอล่า กุนซือคนใหม่ของลิเวอร์พูล เริ่มต้นการทำงานกับทีมชุดใหญ่โดยไม่มีนักเตะที่เกิดในเมืองลิเวอร์พูลและเป็นกำลังหลักของทีมอยู่ในชุดใหญ่อีกต่อไป
เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ ตอนอิราโอล่าเปิดตัวกับลิเวอร์พูลเมื่อเดือนก่อน เขาเคยยอมรับอย่างชัดเจนว่าอยากให้โจนส์อยู่ต่อ เพราะชื่นชอบฝีเท้าของกองกลางรายนี้มาก และมองว่าการที่โจนส์เป็น สเกาเซอร์ หรือเป็นคนท้องถิ่นนั้นมีความสำคัญกับสโมสร
ฤดูกาลที่ผ่านมาอาจเป็นหนึ่งในปีที่น่าหงุดหงิดที่สุดของโจนส์ เพราะแม้เขาจะลงสนามให้ลิเวอร์พูลถึง 49 นัด ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดในอาชีพกับสโมสร แต่ในจำนวนนี้มีเพียง 28 เกมที่เขาได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริง และถึง 7 เกมต้องถูกโยกไปเล่นแบ็กขวาจำเป็นด้วยซ้ำ
เขาเคยเริ่มต้นฤดูกาลด้วยความหวังว่าจะมีโอกาสติดทีมชาติอังกฤษไปฟุตบอลโลก แต่สุดท้ายกลับไม่ได้รับความไว้วางใจจาก โธมัส ทูเคิ่ล และเมื่อมองไปข้างหน้า โอกาสในการยึดตำแหน่งตัวจริงที่ลิเวอร์พูลก็ดูไม่ได้ง่ายขึ้นเลย
อินเตอร์ มิลาน จึงเข้ามาพร้อมกับสิ่งที่โจนส์ต้องการ ทั้งสถานะที่มั่นคงมากขึ้น โอกาสในการเป็นตัวหลัก และผลตอบแทนทางการเงินที่ดีขึ้นในช่วงเวลาที่เขากำลังเข้าสู่ช่วงพีคของอาชีพ
ก่อนหน้านี้ อินเตอร์เคยพยายามดึงตัวโจนส์ด้วยสัญญายืมตัวพร้อมออปชันซื้อขาด แต่ไม่สำเร็จ กระทั่งโจนส์เข้าสู่สัญญาปีสุดท้ายและไม่มีสัญญาณว่าจะต่อกับลิเวอร์พูล สโมสรจึงต้องเลือกระหว่างขายเขาในซัมเมอร์นี้ หรือรอเสียไปแบบไม่มีค่าตัวในปีหน้า
สุดท้ายดีลจึงจบลงที่ 30 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าไม่สูงนักเมื่อเทียบกับค่าตัวกองกลางอังกฤษในตลาดรอบนี้ แต่ด้วยสถานการณ์เรื่องสัญญา ลิเวอร์พูลแทบไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก
ต่อให้ลิเวอร์พูลจะเสริมทีมได้ดีแค่ไหน การจากไปของโจนส์ก็ยังทิ้งช่องว่างบางอย่างที่การซื้อใครเข้ามาแทนไม่ได้
เพราะโจนส์ไม่ได้เป็นเพียงกองกลางที่เติบโตจากอะคาเดมี เขาคือสเกาเซอร์ คนที่เกิดและเติบโตในเมืองลิเวอร์พูล เติบโตมากับวัฒนธรรมเดียวกับแฟนบอล และครั้งหนึ่งก็เคยเป็นเด็กคนหนึ่งที่ฝันอยากลงเล่นให้ทีมต่อหน้าเหล่าเดอะ ค็อป
ตลอดเส้นทางกับลิเวอร์พูล โจนส์ลงสนามไปถึง 228 นัด และเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของสโมสรนับตั้งแต่ยุค 1980 คว้าแชมป์ทั้งแชมเปียนส์ลีก, พรีเมียร์ลีก 2 สมัย, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ 2 สมัย, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และสโมสรโลก
แม้เขาจะไม่เคยยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากปัญหาความฟิต ฟอร์มการเล่น และการถูกโยกไปหลายตำแหน่ง แต่การลงเล่น 228 นัดในช่วงเวลาที่ลิเวอร์พูลแข็งแกร่งที่สุดยุคหนึ่ง ก็เพียงพอจะบอกได้ว่าเขาทิ้งชื่อไว้ในประวัติศาสตร์สโมสรแล้ว
และที่สำคัญกว่านั้นคือ นับตั้งแต่ยุคของ สตีเวน เจอร์ราร์ด มีเพียง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และเคอร์ติส โจนส์ เท่านั้นที่เป็นเด็กจากอะคาเดมีและลงสนามให้ลิเวอร์พูลครบ 200 นัด
กลายเป็นว่าวันนี้ทั้งคู่ไม่อยู่กับทีมแล้วซะงั้นเทรนต์ย้ายไปเรอัล มาดริดเมื่อปีก่อน ส่วนโจนส์กำลังเดินออกจากแอนฟิลด์ตามไป นั่นหมายความว่า ลิเวอร์พูลกำลังสูญเสียสิ่งที่ไม่สามารถวัดค่าเป็นค่าตัวได้ นั่นคือ “ความเป็นสเกาซ์” ในห้องแต่งตัว
เพราะสำหรับลิเวอร์พูล คำว่า สเกาซ์ ไม่ได้หมายถึงแค่ “นักเตะที่เกิดในเมือง” แต่มันคือความรู้สึกว่า คนที่อยู่ในสนามเป็นคนเดียวกับคนที่อยู่บนอัฒจันทร์ พวกเขาเติบโตมากับเมืองเดียวกัน เข้าใจวัฒนธรรมเดียวกัน และรู้ว่าตราสโมสรบนหน้าอกมีความหมายกับผู้คนในเมืองมากแค่ไหน
แม็คมานามาน, ฟาวเลอร์, คาร์ราเกอร์, เจอร์ราร์ด, ฟลานาแกน, เทรนต์ และโจนส์ จึงไม่ได้เป็นเพียงผลผลิตจากอะคาเดมี แต่เป็นเหมือน สะพานระหว่างเมืองลิเวอร์พูลกับทีมฟุตบอล