ครั้งหนึ่งชื่อของ “ลิโอเนล เมสซี่” ไม่ได้หมายถึงว่า เขาจะได้รับความรักจากแฟนบอลอาร์เจนตินาเสมอไป
ทั้งที่เขาเติบโตขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก และกลายเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่เมื่อกลับมาเล่นให้ทีมชาติ เมสซี่กลับต้องเจอกับเสียงวิจารณ์ที่หนักกว่าที่หลายคนคาดคิด
เขาเคยถูกตั้งคำถามว่าเก่งจริงแค่ไหนเมื่อเล่นให้ทีมชาติ เคยถูกนำไปเปรียบเทียบกับดิเอโก้ มาราโดน่า และถึงขั้นถูกแฟนบอลโห่ใส่ในวันที่ผลงานของอาร์เจนตินาไม่เป็นอย่างที่หวัง
ความสัมพันธ์ระหว่างเมสซี่กับประเทศบ้านเกิดจึงไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำว่า “ฮีโร่” อย่างที่เราอาจจินตนาการ แต่เป็นเรื่องราวของนักฟุตบอลคนหนึ่งที่ต้องใช้เวลาหลายปี เพื่อพิสูจน์ว่าเขาไม่จำเป็นต้องเป็นมาราโดน่า และไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร เพื่อให้คนทั้งประเทศยอมรับในตัวเขาเอง เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปไล่เรียงพร้อมกัน
เมสซี่ออกจากอาร์เจนตินา ไปตั้งแต่อายุ 13 ปี เพื่อเริ่มต้นเส้นทางใหม่กับบาร์เซโลน่า ตอนนั้นอนาคตของเด็กคนนี้ยังไม่มีอะไรรับประกันว่าเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน แต่เขาค่อย ๆ พิสูจน์ตัวเองจนก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะระดับโลก โดยมีฮอร์เก้ พ่อของเขา คอยอยู่เคียงข้างมาตลอดเส้นทาง
ในเวลาเดียวกัน อาร์เจนตินากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมครั้งใหญ่ในช่วงปี 2001-02 ความวุ่นวายในเวลานั้นยิ่งทำให้ผู้คนหันกลับไปยึดโยงกับบุคคลที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของชาติ
โดยเฉพาะดิเอโก้ มาราโดน่า ชื่อของเขายังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อความรู้สึกของคนอาร์เจนตินา และนั่นก็กลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เมสซี่ต้องเจอกับความคาดหวังที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะขณะที่ชื่อของเมสซี่กำลังโด่งดังในยุโรป บ้านเกิดของเขากลับยังมีคนตั้งคำถามว่า ความเก่งที่เห็นนั้นจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่เมื่อกลับมาเล่นในฟุตบอลอเมริกาใต้ บางคนมองว่าเขาอาจได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมในยุโรป
และยังไม่เคยพิสูจน์ตัวเองในเกมที่หนักหน่วงแบบโกปา ลิเบร์ตาดอเรส ขณะที่อีกหลายคนก็ยังมองว่าไม่ว่าเมสซี่จะประสบความสำเร็จมากแค่ไหน เขาก็ยังไม่ใกล้เคียงกับมาราโดน่า
มันทำให้ชื่อ “เมสซี่” มีความหมายแตกต่างกันไปตามสถานที่ที่เขาอยู่ ในสายตาของคนทั่วโลก เขาคือดาวรุ่งที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลที่ดีที่สุดคนหนึ่งของยุค แต่เมื่อกลับมาสวมเสื้อทีมชาติ เขากลับต้องเริ่มต้นด้วยการพิสูจน์ตัวเองใหม่อยู่เสมอ
ส่วนหนึ่งของความรู้สึกห่างเหินนี้อาจมาจากเส้นทางชีวิตของเขาเอง เมสซี่ไม่ได้ผ่านระบบฟุตบอลอาชีพในอาร์เจนตินาจนมีสโมสรบ้านเกิดหรือฐานแฟนบอลในประเทศคอยติดตามเขามาตั้งแต่เด็ก เขาย้ายไปยุโรปเร็วมาก จนความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแฟนบอลในประเทศไม่ได้เติบโตไปพร้อมกับเส้นทางอาชีพเหมือนนักเตะอาร์เจนตินาหลายคน
และความกดดันยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อทีมชาติอาร์เจนตินาต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ไร้แชมป์รายการใหญ่ยาวนานถึง 28 ปี ตั้งแต่ปี 1993 จนถึงปี 2021 เมื่อความผิดหวังสะสมมากขึ้น เมสซี่จึงกลายเป็นหนึ่งในคนที่ถูกจับตามองมากที่สุด
หลายครั้งมีการตั้งคำถามว่าทำไมเขาถึงไม่สามารถแสดงศักยภาพกับทีมชาติได้เหมือนตอนเล่นให้บาร์เซโลน่า ทั้งที่ระบบ เพื่อนร่วมทีม และสถานการณ์ของทั้งสองทีมแตกต่างกันอย่างมาก
การเปรียบเทียบกับมาราโดน่าจึงแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนขึ้นคือฟุตบอลของเมสซี่กับมาราโดน่าไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนกันเลย มาราโดน่ามีภาพของนักเตะที่เล่นด้วยอารมณ์ ความดุดัน และความรู้สึกเหมือนกำลังต่อสู้กับทุกอย่างรอบตัว
ขณะที่เมสซี่กลับมีสไตล์ที่นิ่งกว่า เรียบง่ายกว่า และดูเหมือนทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับคนที่ผูกพันกับมาราโดน่า ความเรียบง่ายของเมสซี่จึงอาจไม่ได้สร้างความรู้สึกร่วมแบบเดียวกันในช่วงแรก
ความสัมพันธ์ระหว่างเมสซี่กับแฟนบอลอาร์เจนตินาจึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืน เขาเคยถูกโห่ใส่อย่างหนักหลังทีมชาติตกรอบโคปา อเมริกา 2011 และความผิดหวังก็ยังตามมาอีกหลายครั้ง ทั้งการแพ้ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2014 รวมถึงโคปา อเมริกา 2015 และ 2016
แม้จะเจอเสียงวิจารณ์มากแค่ไหน เมสซี่ยังคงกลับมารับใช้ทีมชาติ จนการมาถึงของลิโอเนล สกาโลนี่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงอาร์เจนตินา และแชมป์โคปา อเมริกา 2021 ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
หลังจากนั้นความสำเร็จก็ตามมา ทั้งฟินาลิสซิมา ฟุตบอลโลก 2022 และโคปา อเมริกา 2024 เมสซี่จากคนที่เคยถูกตั้งคำถาม กลายเป็นหัวใจสำคัญของทีมชาติชุดที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
ภาพการเปลี่ยนแปลงชัดที่สุดหลังฟุตบอลโลก 2022 เมื่อชาวอาร์เจนตินาราว 5-6 ล้านคนออกมาฉลองแชมป์ในบัวโนสไอเรส เมสซี่ไม่ได้เป็นเพียงกัปตันทีมอีกต่อไป แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จที่คนทั้งประเทศรอคอย
จากคนที่เคยถูกถามว่าเก่งพอสำหรับทีมชาติหรือไม่ เขากลายเป็นคนที่แฟนบอลอาร์เจนตินาไม่อยากเสียไปท้ายที่สุด เมสซี่ไม่จำเป็นต้องเป็นมาราโดน่าคนที่สอง เพราะเขาไม่เคยต้องเดินตามรอยเท้าของใคร เขาเพียงใช้เวลาพิสูจน์ว่า ตัวเขาเองก็สามารถเป็นฮีโร่ของชาติได้ในแบบที่ไม่เหมือนใครได้เหมือนกัน
และบางที นั่นอาจเป็นบทสรุปที่สวยที่สุดของความสัมพันธ์ระหว่างเมสซี่กับอาร์เจนตินา จากนักเตะที่ครั้งหนึ่งเคยถูกตั้งคำถาม กลายเป็นคนที่ทั้งประเทศภาคภูมิใจ เขาแค่ต้องเป็น “เมสซี่” และในวันนี้ อาร์เจนตินาก็รักเขาในแบบที่เป็นเขาเอง