แม้ว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะมีชื่อเสียงในเรื่องของการปั้นนักเตะดาวรุ่งจากอะคาเดมี่ โดยเฉพาะในยุค "คลาส ออฟ 92" แต่ทีม "ปีศาจแดง" จะไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้ถึง 13 สมัย หากปราศจากการเสริมทัพในตลาดซื้อขายนักเตะ
ไปดูกันว่า 10 นักเตะที่เซ็นสัญญาเข้ามาและทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในยุคของ เซอร์ อเล็กซ์เฟอร์กูสัน นับตั้งแต่ ปี 1992 teamtalk สื่อดังของอังกฤษจะเลือกแข้งรายใดบ้าง
1. เอริค คันโตน่า
หลังจากพลาดแชมป์ดิวิชั่น 1 (ในฤดูกาลสุดท้ายก่อนเปลี่ยนเป็นพรีเมียร์ลีก) ให้กับลีดส์ในปี 1992 ยูไนเต็ด ได้เซ็นสัญญาคว้าตัวคันโตน่าจากคู่ปรับร่วมเมืองด้วยค่าตัว 1.2 ล้านปอนด์ในช่วงไม่กี่เดือนต่อมา
การย้ายทีมครั้งนี้ได้รับการต่อต้านในตอนแรก แต่การมาถึงของแนวรุกทีมชาติฝรั่งเศสส่งผลให้ทีม "ปีศาจแดง" สิ้นสุดการรอคอย 26 ปี สำหรับการคว้าแชมป์ลีกในปี 1993 และเป็นการเริ่มต้นช่วงเวลาแห่งความสำเร็จของสโมสรที่ไม่เคยมีมาก่อน
คันโตน่า คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกกับทีมอีก 3 สมัย พร้อมทั้งทำ 2 ประตูในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ปี 1994 และประตูชัยในรอบชิงชนะเลิศเอฟ เอคัพปี 1996
ฤดูกาลเดียวที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่ได้คว้าแชมป์ลีกในช่วง 5 ปีที่ คันโตน่า ค้าแข้งอยู่ที่โอลด์แทรฟฟอร์ดคือฤดูกาล 1994/95 ซึ่งนักเตะทีมชาติฝรั่งเศสรายนี้พลาดลงเล่นครึ่งฤดูกาลเนื่องจากการถูกลงโทษแบนจากการไปกระโดดทีมแฟนทีมคริสตัล พาเลซ
คันโตน่า ทำไป 82 ประตู 63 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 185 นัดในทุกรายการ ก่อนจะแขวนสตั๊ด โดยอิทธิพลภายนอกสนามของแข้งรายนี้ก็มีความสำคัญไม่แพ้ผลงานในสนามเช่นกัน
2.รอย คีน
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มองว่าคีนคือผู้สืบทอดตำแหน่งระยะยาวที่เหมาะสมที่สุดของ ไบรอัน ร็อบสัน และจ่ายค่าตัวเป็นสถิติสูงสุดของอังกฤษในขณะนั้นถึง 3.75 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัวมาจากฟอเรสต์ ในช่วงฤดูร้อนปี 1993
กองกลางรายนี้เป็นหัวใจสำคัญและเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 โดยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 7 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย, แชมเปี้ยนส์ลีก และอินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ
แม้ว่าดาวเตะทีมชาติไอร์แลนด์ จะพลาดการลงเล่นในรอบชิงชนะเลิศ บ฿ฟาส แชมเปี้ยนส์ลีกปี 1999 เนื่องจากติดโทษแบน แต่ผลงานของ คีน ในรอบรองชนะเลิศนัดที่ 2 กับยูเวนตุส ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานส่วนบุคคลที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของทีม "ปีศาจแดง"
ในฤดูกาลถัดมา คีน คว้ารางวัลทั้ง PFA Players' Player of the Year และ FWA Footballer of the Year มาครองได้สำเร็จ
ช่วงเวลาของกองกลางพันธ์ดุรายนี้ ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบลงอย่างไม่ราบรื่นในเดือนพฤศจิกายนปี 2005 หลังจากการให้สัมภาษณ์กับ MUTV แต่สิ่งนั้นไม่ได้ลดทอนความสำเร็จอันน่าทึ่งของเขาในชุดสีแดงลงเลย
3.คริสเตียโน่ โรนัลโด้
การได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่เพียงฤดูกาลเดียวและการแสดงผลงานที่น่าประทับใจในเกมกระชับมิตรช่วงปรีซีซั่นก็เพียงพอที่จะทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจจ่ายเงิน 12.4 ล้านปอนด์ให้กับสปอร์ติ้ง ลิสบอน เพื่อคว้าตัวโรนัลโด้มาในช่วงฤดูร้อนปี 2003
โดยเวลานั้น โรนัลโด้ มีอายุเพียง 18 ปี กับการมาผจญภัยในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดในฐานะนักเตะพรสวรรค์ที่มีลูกเล่นมากมาย ซึ่ง 6 ฤดูกาลต่อมา แข้งโปรตุกีส พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลก
การทำประตู 42 ประตูในฤดูกาล 2007/08 ช่วยให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกและแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้สำเร็จ พร้อมกันนี้ โรนัลโด้ ได้กลายเป็นผู้เล่นคนที่ 4 ของยูไนเต็ดที่คว้ารางวัลบัลลงดอร์
โรนัลโด้คว้าเหรียญรางวัลแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 3 ในฤดูกาล 2008/09 ก่อนจะย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริด ด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติในเวลานั้น
4.เวย์น รูนี่ย์
หลังจากโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในศึกยูโร 2004 รูนี่ย์ กลายเป็นนักเตะที่เนื้อหอมที่สุดในวงการ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล้าทุ่มเงิน 27 ล้านปอนด์เพื่อคว้าตัวมาร่วมทีมในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะ
ค่าตัวที่สูงลิ่วสร้างแรงกดดันอย่างมากให้กับดาวรุ่งรายนี้ แต่รูนี่ย์ ก็พิสูจน์คุณค่าของตัวเองทันทีด้วยการทำแฮตทริกในเกมประเดิมสนาม พบ เฟเนร์บาห์เช่
รูนี่ย์ ทำประตูให้ยูไนเต็ด ได้ถึง 250 ประตูในช่วง 13 ปีต่อมา แซงหน้าตำนานเซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ขึ้นเป็นผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
รูนี่ย์ ยังครองสถิติลงสนามมากที่สุดของสโมสรในฐานะผู้เล่นที่ไม่ได้มาจากอะคาเดมี่ ด้วยจำนวน 559 นัด ขณะที่ไรอัน กิ๊กส์ เป็นผู้เล่นเพียงคนเดียวที่ทำแอสซิสต์ได้มากกว่า "หมูพลิ้ว" ให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
อดีตแข้งจากอะคาเดมี่ของเอฟเวอร์ตันรายนี้ กลับมายังสโมสรเดิมที่เติบโตมาในปี 2017 หลังจากคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย, ลีกคัพ 3 สมัย, ยูโรป้า ลีก, เอฟเอคัพ, แชมเปี้ยนส์ลีก และฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ กับ แมนฯ ยูไนเต็ด
5.ริโอ เฟอร์ดินานด์
แตกต่างจากปราการหลังตัวกลางรายอื่นๆ เฟอร์ดินานด์ ขึ้นข่าวพาดหัวเมื่อ ย้ายจากลีดส์ ทีมคู่ปรับตลอดกลาง มาร่วมทีมแมนฯ ยูไนเต็ดในฤดูร้อนปี 2002 ด้วยค่าตัว 29.1 ล้านปอนด์ สูงสุดเป็นสถิติของอังกฤษในเวลานั้น
หลายคนประหลาดใจที่ทีม "ปีศาจแดง" ยอมจ่ายค่าตัวสูงขนาดนั้น แต่ค่าตัวนั้นก็ถูกลืมไปในเวลาต่อมา เมื่อฤดูกาลแรกของ เฟอร์ดินานด์ ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด นำมาซึ่งแชมป์พรีเมียร์ลีกเหรียญแรกจากทั้งหมด 6 เหรียญของเจ้าตัว
แนวรับทีมชาติอังกฤษรายนี้ลงเล่นให้กับ ยูไนเต็ด ไป 455 นัดตลอด 12 ปี และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองหลังตัวกลางที่เล่นบอลได้ดีที่สุดตลอดกาล
6.เนมานยา วิดิช
แมนฯ ยูไนเต็ด เซ็นสัญญาคว้าตัว วิดิช จากสปาร์ตัก มอสโก ด้วยค่าตัวเพียง 7 ล้านปอนด์ในเดือนมกราคมปี 2006 ชนิดที่ไม่มีใครรู้จัก ชนิดที่ย้ายมาในแบบเงียบๆ
ช่วงครึ่งฤดูกาล ดาวเตะวัย 24 ปีเวลานั้น ประสบปัญหาในการปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษ แต่สุดท้ายก็สามารถพลิกสถานการณ์กลายเป็นขวัญใจแฟนบอล ในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ด ด้วยสไตล์การเล่นเกมรับที่ดุดัน
การจับคู่เกับริโอ เฟอร์ดินานด์ ที่แข็งแกร่ง ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และแชมป์ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ ในช่วงปลายทศวรรษ 2000 ถึงต้นทศวรรษ 2010
แข้งทีมชาติเซอร์เบีย ด้รับการคัดเลือกติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ (PFA) ถึง 4 ครั้ง และเป็นกองหลังเพียงคนเดียวที่ได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลของพรีเมียร์ลีกมากกว่า 1 ครั้ง โดยได้รับรางวัลนี้ในฤดูกาล 2008/09 และ 2010/11
วิดิช ลงเล่นให้แมนฯ ยูไนเต็ด ครบ 300 นัดในทุกรายการ และยังเคยสวมปลอกแขนกัปตันทีมเป็นเวลา 4 ปี จนกระทั่งย้ายจากทีมในปี 2014
7.รุด ฟาน นิสเตลรอย
เดิมที ฟาน นิสเตลรอย จะได้ย้ายจากพีเอสวีไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่วงฤดูร้อนปี 2000 แต่ดีลล้มเหลวหลังจากทีมแพทย์ของ "ปีศาจแดง" มีความกังวลเรื่องอาการเจ็บที่หัวเข่า
ก่อนที่ในอีก 1 ปีต่อมา การย้ายทีมจะเสร็จสมบูรณ์ ด้วยค่าตัว 19 ล้านปอนด์ ซึ่งสูงเป็นสถิติของอังกฤษในขณะนั้น ซึ่ง ฟาน นิสเตลรอย ได้โชว์ฟอร์มสมการรอคอย
ในฤดูกาลแรกที่ลงเล่น ฟาน นิสเตลรอย คว้าทั้งรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีจากการโหวตของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ (PFA) และรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีจากการโหวตของแฟนบอลที่เป็นรางวัลสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ (PFA) จากนั้นในฤดูกาลถัดมาคว้ารางวัลรองเท้าทองคำพรีเมียร์ลีก
เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ช่วงเวลาของ RVN ที่โอลด์แทรฟฟอร์ดตรงกับช่วงที่ทีมกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านพอดี โดยสโมสรคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ไปเพียงแค่สมัยเดียว และแชมป์เอฟเอคัพ กับ แชมป์ลีกคัพ ตลอดช่วงเวลา 5 ปี
แนวรุกทีมชาติเนเธอร์แลนด์ มีสถิติทำ 150 ประตูจากการลงเล่น 219 นัดในทุกรายการ พร้อมกับรั้งอยู่อันดับที่ 11 ในรายชื่อผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
8.เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์
หลังจากสิ้นยุค ปีเตอร์ ชไมเคิล เมื่อจบฤดูกาล 1998/99 ผู้รักษาประตูหลายคนต่างพยายามเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่ปราการด่านสุดท้ายทีมชาติเดนมาร์กได้สร้างเอาไว้ แต่ก็ยังไม่สามารถหาใครมาเติมเต็มได้
จนกระทั่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าตัว เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ มาจากฟูแล่มด้วยค่าตัวเพียง 2 ล้านปอนด์ในช่วงฤดูร้อนปี 2005
ผู้รักษาประตูทีมชาติเนเธอร์แลนด์รายนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่พาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับสู่จุดสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ ด้วยการมีส่วนช่วยทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในปี 2007, 2008, 2009 และ 2011
ฟาน เดอ ซาร์ สร้างชื่อเสียงจากการไม่เสียประตูติดต่อกัน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2008 - กุมภาพันธ์ 2009 หรือยาวนาน 14 นัดในพรีเมียร์ลีก ซึ่งยังคงเป็นสถิติของลีก พร้อมกับคว้ารางวัลถุงมือทองคำในฤดูกาลนั้นด้วยการไม่เสียประตูมากถึง 21 นัด
ในช่วง 6 ปีที่ฟานเดอร์ ซาร์ เฝ้าเสาในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ทีมสามารถเข้าชิงฯ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกถึง 3 ครั้ง โดยคว้าแชมป์ในครั้งแรกได้จากการเซฟจุดโทษตัดสินในเกมเอาชนะเชลซีในปี 2008
9.โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์
หลังจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดระบุว่าอลัน เชียเรอร์เป็นเป้าหมายหลักในการเสริมทัพช่วงซัมเมอร์ปี 1996 แต่ทีมต้องผิดหวังเมื่อกองหน้ารายนี้เลือกย้ายไปร่วมทีมนิวคาสเซิล สโมสรที่เติบโตมา
จากนั้นทีม "ปีศาจแดง" จึงหันไปสนใจศูนย์หน้าที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักจากนอร์เวย์ โดยเซ็นสัญญาคว้าตัวโซลชาร์ มา ด้วยค่าตัวเพียง 10% ของค่าตัว 15 ล้านปอนด์ ที่นิวคาสเซิ่ลจ่ายให้กับเชียเรอร์
แต่ความกังวลของผลงานของดาวยิงรายนี้ได้หมดไป เมื่อเจ้าของฉายา "เพชฌฆาตหน้าเด็ก" ยิงประตูได้อย่างรวดเร็ว เพียงนาทีที่ 6 กับการประเดิมสนามนัดแรก
นับเป็นประตูแรกจากทั้งหมด 126 ประตูที่ โซลชาร์ทำได้ในเสื้อ ยูไนเต็ด แต่ประตูที่โดดเด่นที่สุดคือประตูชัยในช่วงเจ็บที่ยิงใส่บาเยิร์น มิวนิค ในรอบชิงชนะเลิศ และทำให้ทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า เปี้ยนส์ลีก ในปี 1999
นอกเหนือจากเหรียญรางวัลระดับยุโรปแล้ว นักเตะทีมชาตินอร์เวย์รายนี้ยั งคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย, เอฟเอคัพ 2 สมัย และอินเตอร์คอนติเนนตัลคัพอีก 1 สมัย ก่อนแขวนสตั๊ดในปี 2007
10.แอนดี้ โคล
โคล เป็นหนึ่งใน 4 นักเตะอังกฤษที่ย้ายทีมด้วยสถิติสูงสุดใน 10 รายชื่อที่กล่าวมา โดยย้ายจากนิวคาสเซิ่ลมาอยู่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อเดือนมกราคมปี 1995 หลังความสัมพันธ์ของนักเตะกับเควิน คีแกน สิ้นสุดลง
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จ่ายค่าธรรมเนียมการย้ายทีมให้ นิวคาสเซิ่ล 6 ล้านปอนด์ ขณะที่ คีธ จิลเลสพี ที่มีมูลค่า 1 ล้านปอนด์ ถูกส่งย้ายสลับขั้วไป
โคล เข้ามาช่วยให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบอันดับเหนือกว่าอดีตต้นสังกัดในฤดูกาล 1995/96 ที่คว้าแชมป์สองรายการ แต่การบาดเจ็บของ โคล ทำให้มีลงเล่นได้อย่างจำกัดในฤดูกาลที่ทีมป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาล 1996/97
ดาวยิงทีมชาติอังกฤษฟื้นตัวและกลับมาเป็นคู่หูสุดอันตรายร่วมกับดไวท์ ยอร์ค ในฤดูกาล 1998/99 ซึ่งทีมสามารถคว้าแชมป์สามรายการ และโคลทำไป 24 ประตูจากทุกรายการ
หลังจากนั้น โคล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีก 2 สมัยก่อนย้ายไปแบล็คเบิร์น โรเวอร์สในเดือนธันวาคมปี 2001 โดยมีสถิติทำประตู 121 ประตูจากการลงเล่น 275 นัดให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด