หลังจากที่นาย แอนดี้ เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร หัวหน้าพรรคแรงงาน ออกมายอมรับว่าคงรู้สึกกังวลอย่างมาก หากเจ้าของทีม แมนฯ ซิตี้ ตัดสินใจขายสโมสรจากผลการตัดสินคดีการเงินของพรีเมียร์ลีก ซึ่งทำให้บรรดาทีมพรีเมียร์ลีก ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการแสดงความคิดเห็น เนื่องจากคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการอุทธรณ์ และทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับแรงกดดันทางการเมืองหรือไม่
สื่อจอมแฉอย่างเดอะซัน ได้ออกมาเปิดเผยล่าสุดว่า แอนดี้ เบิร์นแฮม ที่เป็นอดีตนายกเทศมนตรีแห่งเกรทเทอร์แมนเชสเตอร์ ได้รับเงินช่วยเหลือเกือบ 300,000 ปอนด์ (ประมาณ 13.3 ล้านบาท)จากสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้และกลุ่มทุนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ทางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังได้จัดทริปท่องเที่ยวต่างประเทศและทริปพักผ่อนสุดหรู
รวมถึง ส.ส. พรรคแรงงานได้รับของแจกฟรีจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มูลค่า 273,396 ปอนด์ ซึ่งมากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ ทั้งหมดรวมกัน และในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม 2014 -พฤษภาคม 2025 สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้มอบเงินช่วยเหลือมูลค่ากว่า 25,000 ปอนด์ ให้แก่นักการเมืองจากทุกพรรค
ขณะที่พรรคแรงงานได้รับเงินช่วยเหลือจำนวน 14,000 ปอนด์ โดยกว่าครึ่งหนึ่งของตั๋ววีไอพีถูกมอบให้กับ ส.ส. ที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับเมืองแมนเชสเตอร์
โดยระหว่างเดือนตุลาคม 2014 ถึงพฤษภาคม 2025 สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้มอบเงินช่วยเหลือมูลค่ากว่า 25,000 ปอนด์ ให้แก่นักการเมืองจากทุกพรรค
ขณะที่ นางลูซี พาวเวลล์ รองหัวหน้าพรรค ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นพันธมิตรมายาวนานของนายเบิร์นแฮม ได้รับตั๋วเข้าชมการแข่งขันฟรี 5 นัด ตลอดระยะเวลา 11 เดือน มูลค่า 2,360 ปอนด์
นอกจากนี้ในเดือนมีนาคม ปี 2024 นางพาวเวลล์ ยังได้รับตั๋วราคา 840 ปอนด์ เพื่อไปชมการแข่งขันระหว่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่สนามเอติฮัด สเตเดียม กับที่นั่งวีไอพี
ขณะที่ แอนดรูว์ เวสเทิร์น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคแรงงานจากเขตสเตรทฟอร์ดและเออร์มสตัน ได้รับเงินช่วยเหลือสำหรับการแข่งขัน 4 นัด รวมถึงตั๋ววีไอพีสองใบสำหรับการแข่งขันคอมมูนิตี้ชีลด์ที่สนามเวมบลีย์ในเดือนสิงหาคม 2024 มูลค่า 880 ปอนด์
ซึ่งในช่วงที่มีการแจกกำนัลฟรีนั้น นายเวสเทิร์น ยังดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ต่อมาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการจ้างงาน
มีข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุด้วยว่า ยูเออี มีการทุ่มเงินอย่างมากเพื่อดูแลรับรองนักการเมืองอังกฤษ ท่ามกลางการวิจารณ์ว่า ต่างชาติกำลังซื้อสิทธิ์ในการเข้าถึงอำนาจทางการเมืองของอังกฤษ ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและค่าใช้จ่ายที่สูงในเวลานี้