ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง เริ่มกันที่คู่เอกประจำสัปดาห์นี้ก่อนเลย “หงส์แดง”ลิเวอร์พูล พบ “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล ผลงานนัดแรกที่พบกันในฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายบุกคว้าชัยคาถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม 4-3 โดยเกมนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ส่ง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, ซาดิโอ มาเน่ และโรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ เป็นสามประสานแนวรุก ขณะที่ทีมเยือน อเล็กซิส ซานเชซ ดาวซัลโวของทีมมีรายชื่อเป็นเพียงตัวสำรอง
เริ่มเกมเพียง 9 นาที โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ซัดเบิกร่องให้เจ้าบ้านนำก่อน จากนั้น ซาดิโอ มาเน่ มาบวกสกอร์เพิ่ม 2-0 ในช่วง 5 นาทีสุดท้ายของครึ่งแรก กลับมาครึ่งหลัง อาร์แซน เวนเกอร์ ส่ง อเล็กซิส ซานเชซ สงสนามก่อนที่เจ้าตัวจะจ่ายให้ แดนนี่ เวลเบ็ค หลุดไปยิงทีมให้เยือนตามมา 1-2 หลังจากได้ประตู อาร์เซน่อล พยายามเปิดเกมรุกมากขึ้น แต่เจาะแนวรับลิเวอร์พูลไม่ได้ สุดท้ายจากจังหวะสวนกลับ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ยิงปิดกล่องให้เจ้าบ้านชนะ 3-1 เก็บเพิ่มเป็น 52 คะแนน
ส่วนอีกหนึ่งสนามที่ต้องมีเรื่องให้พูดถึง แมนฯยูไนเต็ด เปิดโอลด์แทรฟฟอร์ด ต้อนรับการมาเยือนของ บอร์นมัธ เกมนี้หากคว้า 3 แต้ม "ปีศาจแดง" มีโอกาสขยับแซงอาร์เซน่อลขึ้นไปรั้งอันดับที่ 5 ของตาราง และดูเหมือนจะเป็นงานง่ายหลังได้ประตูขึ้นนำก่อน 1-0 นาทีที่ 23 มาร์กอส โรโฮ สะกิดบอลเปลี่ยนทางจากลูกยิงของ อันโตนีโอ วาเลนเซีย อย่างไรก็ตามไม่กี่นาทีถัดมา ฟิล โจนส์ พลาดทำเสียจุดโทษ โจชัว คิง รับหน้าที่สังหารไม่พลาด บอร์นมัธ ตีเสมอ 1-1
เกมมาเดือดในช่วงก่อนจบครึ่งแรก 2 จังหวะปัญหา ไทรอน มิ้งค์ กองหลังทีมเยือนไปเหยียบบริเวณศรีษะของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ช่วงที่ดาวยิงสวีดีชล้มลงบริเวณหน้าเขตโทษ ต่อมาอีกไม่กี่นาทีคู่กรณีเดิมแต่คราวนี้เป็น อิบราฮิโมวิช ที่ตั้งใจศอกใส่ มิ้งค์ ในจังหวะเตะมุม เหตุการณ์เกิดขึ้นค่อนข้างเร็วทั้งสองจังหวะ ภาพตัดมาอีกทีก็เห็นผู้เล่น บอร์นมัธ กรูเข้าไปหา อิบราฮิโมวิช ทำให้เกมหยุดไปพักหนึ่ง ก่อนที่ผู้ตัดสิน เควิน เฟรนด์ จะแจกใบเหลืองที่ 2 ให้กับ แอนดรูว์ เซอร์แมน หลังไปผลัก อิบราฮิโมวิช ทำให้บอนมัธเหลือ 10 คน
ทั้งนี้จังหวะปัญหาต้องบอกว่าส่วนหนึ่งมาจาก เควิน เฟรนด์ และทีมงานผู้ตัดสินที่ไม่ค่อยทันเกมเท่าไหร่ แต่คาดว่าทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษน่าจะมีการพิจารณาบทลงโทษย้อนหลังกับนักเตะที่มีปัญหาในจังหวะดังกล่าว อย่างไรก็ตามแม้จะเหลือ 10 คน บอร์นมัธ ก็สามารถยันเสมอเก็บ 1 คะแนนกลับบ้านได้สำเร็จ
มาดูกันที่ เลสเตอร์ ซิตี้ และ คริสตัล พาเลซ ทีมในโซนท้ายตาราง ที่ฟอร์มดีคว้าชัย 2 นัดติด โดยหลังจากที่ปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ แชมป์เก่าเลสเตอร์ ภายใต้การคุมทีมชั่วคราวของ เคร็ก เชคสเปียร์ เอาชนะ “หงส์แดง” มาในนัดก่อนหน้า ซึ่งนัดนี้ "ทัพจิ๊งจอกสยาม" ที่รั้งอันดับ 15 มีคิวเปิดบ้านรับการมาเยือนของ ฮัลล์ ซิตี้ อันดับ 19 ที่ต้องการคะแนนเพื่อขยับหนีโซนตกชั้น เกมนี้แม้ทีมเยือนจะเป็นฝ่ายนำก่อนจาก แซม คลูคัส แต่หลังจากนั้น แชมป์เก่ารัวคืน 3 ลูกรวด จาก คริสเตียน ฟุคส์, ริยาด มาห์เรซ และการทำเข้าประตูตัวเองของ ทอม ฮัดเดิลสตัน จบเกม เลสเตอร์ ซิตี้ ชนะ 3-1 เก็บชัย 2 นัดติด แต่ยังรั้งอันดับ 15 เหมือนเดิม
ส่วนทาง คริสตัล พาเลซ เกมนี้ วิลเฟรด ซาฮา ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ยิงให้ทีมขึ้นนำก่อนนาทีที่ 55 ก่อนที่ แอนดรอส ทาวน์เซนด์ จะยิงย้ำชัยเหนือ เวสต์บรอมวิช 2-0 ขยับจากอันดับ 18 ขึ้นมาที่ 17 แทนที่ มิดเดิลสโบรห์ ที่ผลงานย่ำแย่ถูก สโต๊ค ซิตี้ อัด 2-0
ส่วนที่สนามวิคาริจ โรด และลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยม ยิงกันกระจายมีประตูเกิดขึ้นรวมกันถึง 12 ประตู เริ่มกันที่ "แตนอาละวาด" วัตฟอร์ด ที่ยังไม่ชนะใครมา 3 เกม เปิดรังรับมือ "นักบุญ"เซาแธมป์ตัน ทั้งสองทีมผลัดกันเปิดเกมรุกอย่างสูสี เสมอกัน 2-2 ก่อนที่ในช่วง 10 นาทีท้าย มาโนโล่ กับเบียดินี่ กองหน้าตัวใหม่ที่ฟอร์มร้อนแรงจะยิงให้ทีมเยือนแซง 3-2 จากนั้นไม่พออีก 3 นาทีถัดมา นาธาน เรดมอนด์ มายิงประตูที่สองของตัวเองในเกมนี้ “นักบุญ” นำ 4-2 และแม้ว่า สเตฟาโน่ โอกาก้า จะยิงไล่มา 3-4 แต่ก็ไม่ทัน ทำให้จบเกม เซาแธมป์ตัน บุกชนะ วัตฟอร์ด คาถิ่น 4-3 ขึ้นรั้งอันดับ 10 ของตาราง
ส่วนอีกคู่ สวอนซี ซิตี้ พบ เบิร์นลี่ย์ เกมทำท่าว่าทีมเยือนจะเป็นฝ่ายบุกชนะหลัง อังเดร เกรย์ ซัด 2 ประตูออกนำ 2-1 แต่เจ้าถิ่นไม่ยอม มาร์ติน โอลเซ่น แบ็กซ้ายเติมขึ้นมายิงตีเสมอ 2-2 ซึ่งเป็นประตูที่ 2 ใน 3 เกมของเจ้าตัวอีกด้วย ก่อนที่ท้ายเกม “หงส์ขาว” จะมาได้ประตูชัยจาก เฟอร์นันโด ยอเรนเต้ ในนาทีที่ 2 ของการทดเวลาบาดเจ็บ และเป็นประตูที่ 11 ของเจ้าตัวในฤดูกาลนี้
ขณะที่วันอาทิตย์มีคิวลงแข่งขัน 2 คู่ 2 ทีมในเส้นทางลุ้นแชมป์ร่วมกับ เชลซี โดยทาง ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส เปิดบ้านพบ เอฟเวอร์ตัน นัดแรกที่พบกันเป็นเกมเปิดสนามพรีเมียร์ลีกก่อนจบด้วยสกอร์ 1-1 ทว่ามาในเกมนี้ แฮรี่ เคน ซัดให้เจ้าถิ่นนำก่อน 2-0 แต่เกมมาเข้มข้นในช่วง 10 นาทีสุดท้าย โรเมลู ลูกากู ยิงไล่มา 1-2 และช่วงทดเวลาบาดเจ็บมีประตูเกิดขึ้น 2 ลูก แต่สุดท้ายเป็น สเปอร์ส ที่เฉือนชนะ 3-2 ทำให้ เอฟเวอร์ตัน แพ้เป็นครั้งแรกในรอบ 9 เกม ส่วน สเปอร์ส เก็บเพิ่มเป็น 56 คะแนน รั้งอันดับ 2 ต่อไป ด้าน “เรือใบสีฟ้า” แมนฯซิตี้ ลงแข่งขันน้อยที่สุดในบรรดากลุ่มท็อปโฟว์ มีคิวพบกับ ซันเดอร์แลนด์ บ๊วยของตารางที่มีโอกาสตกชั้นสูง หลังมีเพียง 19 คะแนนจาก 26 นัด เกมนี้ลูกทีมของ เป๊บ กวาร์ดิโอลา เหนือกว่าทุกขุมกำลัง สุดท้าย เซร์คิโอ อเกวโร และเลรอย ซาเน่ ยิงคนละประตู พาทีมเก็บ 3 คะแนน กลับขึ้นไปรั้งอันดับ 3 เหมือนเดิมแทนที่ ลิเวอร์พูล
จบกันไปในสัปดาห์นี้คู่บิ๊กแมตซ์ ลิเวอร์พูล ก็เก็บชัยชนะได้ทั้งไปและกลับเหนืออาร์เซน่อลทำแต้มเกาะกลุ่มท็อปโฟว์ ด้านจ่าฝูง เชลซี มีคิวลงแข่งขันหลังเพื่อนทำศึกลอนดอนดาร์บี้ กับ “ขุนค้อน”เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ก่อนชนะไป 2-1 ทิ้งห่างอันดับ 2 สเปอร์ส 10 คะแนนเหมือนเดิม ซึ่งหลังจบเกม อันโตนีโอ คอนเต้ กุนซือเชลซี ก็ออกมาชื่นชมลูกทีมที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะ เอเดน อาซาร์ กองกลางตัวเก่งที่ซัดประตูได้ด้วยในเกมดังกล่าว
ปิดท้ายที่แชมป์เก่า เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ตอนแรกทำท่าว่าจะลุ้นเหนื่อยกับการดิ้นรนตกชั้น แต่หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่สามารถชนะลิเวอร์พูลและฮัลล์ ซิตี้ เรียกความมั่นใจกลับมา ที่สำคัญสองเกมล่าสุด เจมี่ วาร์ดี้ และ ริยาด มาห์เรซ 2 ผู้เล่นตัวหลัก กลับมาทำผลงานเป็นตัวความหวังของทีมได้อีกครั้ง...