สำหรับรอบคัดเลือกโซนยุโรปกลุ่ม เอ ทีมชาติฝรั่งเศส เข้ารอบอัตโนมัติจากการเป็นแชมป์กลุ่ม เช่นเดียวกับอีก 8 ทีมแชมป์กลุ่ม จากทั้งหมด 9 กลุ่ม ส่วนอันดับ 2 ของทั้ง 9 กลุ่มจะมาเตะเพลย์ออฟกันเอง 8 ทีม อันดับสองที่ผลงานแย่ที่สุดหนึ่งทีมจะไม่ได้รับสิทธิ์เพลงย์ออฟ เมื่ออันดับสองทั้ง 8 ทีมดวลกันเสร็จสิ้นจะเหลือเพียง 4 ทีม รวมกับแชมป์อีก 9 ทีม และรัสเซีย เจ้าภาพ ก็จะครบ 13+1 ทีม ตามโควต้าของทวีปยุโรป
กลับมาที่กลุ่มเอ เนเธอร์แลนด์ จบอันดับที่ 3 พลาดคว้าตั๋วไปเพลย์ออฟ ส่วนอันดับ 2 คือทีมชาติสวีเดน โดยก่อนพบกันเองในนัดที่ 10 สถานการณ์หลังจบนัดที่ 9 ของทั้งสองทีม คือ สวีเดน อันดับสอง มี 19 แต้ม ซัดไป 26 ประตู ส่วนเนเธอร์แลนด์ รั้งอันดับสาม ตามหลังอยู่ 3 แต้ม ยิงไป 19 ประตู เมื่อจบนัดที่ 10 ผลการแข่งขันก็เป็นที่ทราบกันทั่วโลกคือ เนเธอร์แลนด์ ชนะ สวีเดน 2-0 ตกรอบคัดเลือก
นายวโรดม ปัญจมาวัฒนา หรือต้น เจ้าของคอลัมน์ต้นทางฟุตบอล วิเคราะห์ 5 เหตุผลหลักที่ทำให้ เนเธอร์แลนด์ ไปไม่ถึงฝัน โดยเหตุผลแรกเริ่มจาก 1.ตัวผู้เล่น ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ยังขาดตัวผู้เล่นที่เป็นดาวรุ่ง เมื่อลองย้อนกลับไป10 ปีที่แล้ว มีนักเตะดาวรุ่งหลายคน อย่าง โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ , เดิร์ค เค้าท์ , อาร์เยน ร็อบเบน และหลายคนได้แขวนสตั้ดอำลาวงการ เนื่องจากปัญหาเรื่องอายุเยอะ และก็ยังไม่มีนักเตะหน้าใหม่คนไหนขึ้นมาทดแทนเหล่านักเตะที่เลิกลาไป ปัจจุบันทีมชาติเนเธอร์แลนด์คนที่จะพอแบกทีมให้รอดไปได้ก็คงจะเป็น อาร์เยน ร็อบเบน ซึ่งตัวเขานั้นก็มีอายุปาเข้าไป 35 ปี ทั้งนี้ก็ยังมองไม่เห็นว่าจะมีใครที่สมารถขึ้นมาแบกรับทีมได้ถ้าหาก อาร์เยน ร็อบเบน อำลาทีมชาติ
2.ตัวโค้ช ดิก อัดโฟกาต จากเมื่อก่อนที่อาจเคยประสบความสำเร็จจนได้รับการยกย่องให้เป็นกุนซือในสโมสร แต่ปัจจุบันฟุตบอลมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปมาก มาช่วงหลัง ดิก อัดโฟกาต ได้มีโอกาสคุมในหลายสโมสรอย่าง ซันเดอร์แลนด์ ก็ไม่ประสบความสำเร็จและการที่เขาได้เขามาคุมทีมชาติ ในปัจจุบันมีความยากมากขึ้นเนื่องจากทีมเนเธอร์แลนด์ขาดตัวผู้เล่นที่เก่ง หรือ ดิก อัดโฟกาต จะนำเด็กหน้าใหม่ขึ้นมาปั้นก็ยังไม่สบความสำเร็จ
3.อัตลักษณ์ของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ในสมัยก่อนหากคิดถึงทีมชาติเนเธอร์แลนด์อาจนึกถึง ยอนคราฟ ไลนุชมิชเชล โทโทลฟุตบอล สิ่งเหล่านี้เป็นการผสมผสานที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ฟุตบอลของเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบันขาดความเป็นโทโทลฟุตบอลในสมัยก่อนไปอาจเป็นด้วยผู้เล่นหรือระบบที่ไม่สามารถจะเติมเต็มในวิถีของโทโทลฟุลบอลได้ ดังนั้นทีมชาติชุดปัจจุบันนั้นต้องหาสไตล์การเล่นที่สัมพันธ์กับตัวผู้เล่นและเข้าใจคำว่าโทโทลฟุตบอลอย่างแท้จริง
4.วันแมนโชว์ ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในชุดนี้มีการพึ่งพา อาร์เยน ร็อบเบน มากจนเกินไป จนในปัจจุบันตัวโค้ชและทีมยังไม่มีนักเตะคนไหนขึ้นมาแทนที่ อาร์เยน ร็อบเบน และปัญหาใหญ่คือล่าสุดหลังจบแมตช์สุดท้ายกับสวีเดน อาร์เยน ร็อบเบน ประกาศอำลาทีมชาติด้วยวัย 35 ปี
5.ความแข็งในลีกภายในประเทศของเนเธอร์แลนด์ หลายๆทีมได้ใช้ผู้เล่นดาวรุ่งต่างชาติเยอะขึ้น ทำให้นักเตะที่เป็นคนเนเธอร์แลนด์มีโอกาสในการลงเล่นน้อยลงกว่าสมัยก่อน ถือว่าเป็นการจำกัดผู้เล่นดาวรุ่งของเนเธอร์แลนด์มากเกินไป ดังนั้นทางสโมสรจะต้องกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ในการผลิตนักเตะดาวรุ่งหน้าใหม่ เพื่อนำไปเสริมทัพของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ และทำให้ทีมกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง
สำหรับฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งที่ 16 หรือยูโร 2020 ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ จะยังคงประสบปัญหาแบบเดิมอีกหรือไม่ ต้น วโรดม ระบุว่า “ก็ต้องมารอลุ้นกันต่อไปว่า ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ จะได้ไปอยู่กับกลุ่มไหนร่วมกับทีมชาติใดบ้าง อย่างล่าสุดในปี 2018 เนเธอร์แลนด์ได้จับกลุ่มอยู่ร่วมกับ ฝรั่งเศส สวีเดน ต้องบอกเลยว่าในปัจจุบันนั้นแข็งแกร่งกว่าซึ่งมีโอกาสที่จะพลาดสูง ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าในปี 2020 เนเธอร์แลนด์ จะได้ไปอยู่ร่วมกับกลุ่มไหน และเนื่องจากทีมเนเธอร์แลนด์ยังขาดตัวผู้เล่นที่เป็นดาวรุ่ง ที่จะเข้ามารับความสำเร็จต่อจากรุ่นพี่ อย่างโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ , เดิร์ค เค้าท์ และอาร์เยน ร็อบเบน ซึ่งเนเธอร์แลนด์ถือเป็นอีกหนึ่งชาติที่มีตัวนักเตะเก่งเยอะมาก และค้าแข้งอยู่ในทีมดัง อย่าง เรอัล มาดริด ,ลิเวอร์พูล ,บาร์เซโลน่า ในทีมเหล่านี้จะมีนักเตะสัญชาติเนเธอร์แลนด์กระจายอยู่ จนทำให้ทีมเนเธอร์แลนด์กลายเป็นทีมเกรดสอง เพราะขาดผู้เล่นที่จะเข้ามาแบกทีมและขาดผู้มีประสบการณ์ในระดับนานาชาติ”
การไม่ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลก 2018 ของอัศวินสีส้ม ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี โดยครั้งล่าสุดต้องย้อนกลับไปในปี 2002 ที่ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพร่วม ซึ่งการแข่งขันครั้งนั้น ทีมชาติบราซิล ชนะทีมชาติเยอรมัน 2-0 ที่เมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น คว้าแชมป์โลกไปครอง ต่อมาในปี2006 ที่เยอรมัน ปี2010 ที่แอฟฟริกาใต้ และล่าสุด ปี2014 ที่บราซิล ก็มีเหล่าอัศวิน สวมยูนิฟอร์มสีส้มลงสนามสร้างสีสันในฟุตบอลโลกเรื่อยมา โดยผลงานชิ้นโบว์แดงของพวกเขาคือ รองแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2010 หลังพ่าย ทีมชาติสเปนช่วงต่อเวลาพิเศษ 0-1 และจบอันดับ 3 ในฟุตบอลโลก 2014 ครั้งล่าสุด
นอกจากฟุตบอลโลก 2002 แล้ว หากนับย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1934 ที่เนเธอร์แลนด์ เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก และครั้งที่สองในปี 1938 พลพรรคอัศวินสีส้ม ไม่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายมาแล้วถึง 10 ครั้ง โดยระหว่างปี 1950 – 1970 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เนเธอร์แลนด์ หายไปจากฟุตบอลโลกถึง 6 ครั้ง ก่อนจะหลุดอีก 3 ครั้งในปี 1982 ,1986 ,2002 และครั้งที่ 10 คือฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย
สำหรับสถานการณ์การเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ถือว่าเป็นโค้งสุดท้ายอย่างแท้จริง หลังจากได้ทีมที่จะผ่านเข้ารอบแล้วทั้งหมด 23 ทีม จากทั้งหมด 32 ทีม ได้แก่ (อ่านเพิ่มเติม >> แบโผ 23 ชาติคว้าตั๋วลุยบอลโลก 2018 และอีก 15 ทีมมีลุ้นร่วมโม่แข้ง)
AFP