เหลืออีกเพียงนัดเดียว ฟุตบอลไทยลีกฤดูกาลนี้ก็จะปิดฉากลง แต่ว่าบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ปิดจ๊อบตัวเองไปก่อนหน้านี้แล้วกับการคว้าแชมป์ไทยลีกมากสุดถึง 5 สมัย ซึ่งปัจจัยความสำเร็จฤดูกาลนี้ นอกจากคู่หูดาวยิงแซมบ้าที่ระเบิดสกอร์กันถล่มทลาย จาจ้า 34 ประตู บวกกับดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ อีก 24 ประตู อีกสิ่งที่ต้องจับตามองคือ การแจ้งเกิดของบรรดาดาวรุ่งปราสาทสายฟ้า ที่ถูกดันจากแคมป์อะคาเดมี่ ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ และกลายเป็นกำลังเสริมชั้นดีหลายต่อหลายคน
ทั้งสุภโชค สารชาติ ,อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ รวมถึงรัตนากร ใหม่คามิ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นแข้งวัยกระเตาะ อายุไม่ถึง 20 ปี ซึ่งในฤดูกาลหน้า บิ๊กบอสปราสาทสายฟ้า ก็ยังย้ำจุดยืนเดิมจากนี้ไป จะไม่มีการซื้อผู้เล่นบิ๊กเนมเข้ามาอีกแล้ว แต่จะเป็นการดันนักเตะจากอะคาเดมีของบุรีรัมย์ ขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมเป็นหลัก
งบประมาณที่นายใหญ่บุรีรัมย์ทุ่มให้กับอะคาเดมี อยู่ที่ 40 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเทียบเป็นสัดส่วนเงินลงทุนเฉพาะตัวผู้เล่น คือ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อถามต่อไปว่า นี่จะเป็นการตีกรอบตัวเองจนเกินไปหรือเปล่ากับการใช้เด็กอะคาเดมี ซึ่งอาจส่งผลต่อแข้งชุดใหญ่ที่คุณภาพไม่ถึงเกณฑ์การแข่งขันระดับสูง เนวินตอบได้อย่างน่าคิดว่า กว่าที่เด็กบุรีรัมย์แต่ละคนจะผ่านตะแกรงคัดกรองขึ้นทีมชุดใหญ่ได้นั้น เพียงแค่พรสวรรค์ยังไม่พอ แต่พรแสวง วินัย และทัศนคติ ต้องพร้อมเต็มที่ด้วย
ฟุตบอลไทยลีกยังเหลือโปรแกรมอีก 1 นัด ซึ่งทีมปราสาทสายฟ้าต้องบุกไปเยือนชลบุรี กับเป้าหมาย 3 แต้ม เพื่อทำลายสถิติแต้มสูงสุดที่เคยทำไว้ที่ 85 แต้ม ส่วนปีหน้า นโยบายที่เปลี่ยนไปของบิ๊กบอสบุรีรัมย์ จะทำให้บุรีรัมย์ยังคงไร้เทียมทานในลีกอยู่หรือเปล่า แฟนๆบอลไทยต้องติดตามห้ามกระพริบตา
ปสุต วงศ์กำแหง ถ่ายภาพ
ยศภาคย์ เรืองไพศาล รายงาน