เรอัล มาดริด และ ปารีส แซงต์ แชร็กแมง เคยพบกันมาทั้งหมดในทุกรายการ 6 ครั้ง โดยมีสถิติการเจอกันที่สูสีอย่างมากคือ เรอัล มาดริด ชนะ 2 เสมอ 2 แพ้ 2 ยิงได้ 6 ประตู เสียไป 5 ประตู ส่วนเปแอสเช ชนะ 2 เสมอ 2 แพ้ 2 ยิงได้ 7 ประตู เสียไป 6 ประตู ซึ่งหากมองโดยรวมแล้ว เรียกว่าแทบไม่ต่างกันเลยก็ได้หากนับแค่ผลการแข่งขัน
สำหรับหนทางก่อนจะเข้ามาสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของทั้ง 2 ทีมนั้น ปารีส แซงต์ แชร็กแมง เข้ามาในฐานะแชมป์กลุ่ม B โดยมีบาเยิร์น มิวนิคที่มีคะแนนเท่ากันแต่ลูกได้เสียเป็นรองตามเข้ามาติดๆ และมีเกมการแข่งขันที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือนัดที่ เปแอสเช เปิดบ้านเอาชนะ เสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค ไปแบบขาดลอย 3-0 แม้ในภายหลังบาเยิร์น มิวนิคจะสามารถถอนแค้นในบ้านได้สำเร็จด้วยสกอร์ 3-1 แต่เปแอสเชก็ทำให้แฟนลูกหนังได้รับรู้ว่าพวกเขาก้าวขึ้นมาถึงจุดที่เป็นหนึ่งในทีมเต็งลุ้นแชมป์บิ๊กเอียร์อย่างเต็มตัว โดยฝากความหวังไว้กับ 3 ประสานในแดนหน้าอย่าง เนย์มาร์ เอ็มปัปเป้ และ คาวานี่ ที่ยิงรวมกันในลีกไปแล้วกว่า 48 ประตู โดย 5 นัดล่าสุดของพวกเขาสามารถเก็บชัยชนะได้ไป 4 ครั้ง แพ้ไป 1 ครั้ง นำเดี่ยวเป็นจ่าฝูงทิ้งที่ 2 ถึง 12 แต้ม
ด้าน เรอัล มาดริด ภายใต้การคุมทัพของ ซีเนดีน ซีดาน แม้ฟอร์มการเล่นในลีกจะดูน่าผิดหวัง หลังตามจ่าฝูงอย่างบาร์ซ่าถึง 17 คะแนน แถมล่าสุดยังตกรอบฟุตบอลถ้วย โคปา เดล เรย์ ซึ่งสวนทางกับฟอร์มการเล่นในถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ทำผลงานออกมาได้ดี หลังตบเท้าเข้ารอบมาด้วยที่ 2 ของกลุ่ม H โดยตามหลังที่ 1 อย่างท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส อยู่เพียง 3 คะแนน รวมถึงคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ปีกจอมถล่มประตู ที่ซัดในถ้วยบิ๊กเอียร์ไปถึง 9 ประตู แม้ฟอร์มการเล่นส่วนตัวในลีกของเขายังคงคลำหาจุดที่เคยอยู่ไม่เจอ โดยเขายิงรวมร่วมกับ 3 ประสานอย่าง คาริม เบนเซม่า และ แกเร็ธ เบล รวมกัน 3 คนในลีกได้เพียง 19 ประตูเท่านั้น สำหรับ 5 นัดล่าสุดของพวกเขา ชนะ 3 นัด แพ้ 1 นัด เสมอ 1 นัด อยู่อันดับที่ 4 ของตาราง ตามหลังจ่าฝูงถึง 17 คะแนน
เทียบผลงาน 3 ประสานของทั้ง 2 ทีม
เรอัล มาดริด
ลูกทีมของ ซีเนดีน ซีดาน มีปัญหาด้านเกมรุกในฤดูกาลนี้ โดย 3 ประสาน BBC ของ เรอัล มาดริด ยิงรวมกันในลีกได้เพียง 19 ประตูเท่านั้น ได้แก่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ 11 ประตู แกเร็ธ เบล 6 ประตู และ คาริม เบนเซม่า 2 ประตู โดยมีตัวเลือกเพิ่มเติมในเกมรุกคือ มาร์โค อเซนซิโอ้ ลูคัส บาสเกซ และ อิสโก้ ให้เลือกปรับใช้ตามแท็คติค
ปารีส แซงต์ แชร็กแมง
ลูกทีมของ อูไน เอเมรี่ โชว์ฟอร์มได้สุดยอดทุกตำแหน่งในทีม โดยมี 3 ประสานของยอดทีมเมืองน้ำหอมที่ยิงรวมกันในลีกได้ถึง 48 ประตู ได้แก่ เอดิสัน คาวานี่ 21 ประตู เนย์มาร์ 18 ประตู คีเลียน เอ็มปัปเป้ 9 ประตู ซึ่งเยอะกว่า 3 ประสานของราชันชุดขาวถึง 29 ประตู โดยมีตัวเลือกให้เลือกใช้เพิ่มเติมในแนวรุกเป็น อังเคล ดิมาเรีย และ จูเลียน แดร็กซ์เลอร์ เพื่อเพิ่มมิติให้เกมรุก
เรื่องน่ารู้ ในเกมระหว่าง ราชันชุดขาว พบ เปแอสเช
- ภายใต้การคุมทัพของ ซีเนดีน ซีดาน ลูกทีมของเขาเอาชนะในเกมรอบน็อกเอาท์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกไปได้ถึง 10 เกม จาก 14 เกม โดยพวกเขาเล่นใน เบอร์นาบิวไป 6 นัด และสามารถเก็บชัยชนะได้ทั้งหมด 6 นัด
- เรอัล มาดริด ครองสถิติสโมสรที่เล่นในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก มาเป็นฤดูกาลที่ 21 ติดต่อกัน และนับเป็นสถิติที่สูงที่สุดตลอดกาลของรายการนี้
- หาก แกเร็ธ เบล ลงเล่นในนัดนี้ จะเป็นเกมที่ 50 ของเขาในการลงเล่นถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และเป็นนักเตะชาวเวลส์อันดับที่ 2 ที่เล่นรายการนี้มากที่สุด รองมาจากไรอัน กิ๊กส์
- คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เจ้าของสถิตินักเตะที่ยิงเยอะที่สุดตลอดกาลของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ยิงไปทั้งหมด 19 ประตู จาก 11 เกมล่าสุดที่เขาลงเล่นในรายการนี้
- เปแอสเช เคยเข้าไปได้ถึง รอบรองชนะเลิศในรายการนี้ ก่อนจะถูก เอซี มิลาน เขี่ยตกรอบในฤดูกาล 1994-1995
- เปแอสเช ยิงได้ถึง 25 ประตูในรอบแบ่งกลุ่ม เทียบเท่าสถิติสูงสุดของรายการนี้
- เปแอสเช แพ้ถึง 4 นัดใน 6 เกมเยือน ของรอบน็อกเอาท์