โดยเริ่มเกม คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ประเดิมยิงลูกโทษ พา โปรตุเกส ขึ้นนำ 1-0 ประตู ในนาทีที่ 4 พาบอลเข้าเขตโทษ และได้ฟาวล์จาก นาโช เฟร์นานเดซ ทำให้ผู้ตัดสินเป่าให้เป็นจุดโทษ หลังจากนั้น สเปน พับเกมบุกกลับต่อเนื่อง จนได้ประตูตีเสมอในนาทีที่ 24 ดิเอโก้ คอสต้า รับบอลแล้วลุยฝ่ากองหลัง 3 คนของสเปน ก่อนซัดเข้าเป็นประตู แต่ก่อนจบครึ่งแรก โรนัลโด้ พาโปรตุเกสพลิกขึ้นนำอีกครั้งในนาทีที่ 44 โดยได้ยิงจ่อ ๆ กลางประตู ดาบิด เด เคอา รับไม่อยู่ซองแตกบอลกระดอนหลุดเข้าประตู เป็น 2-1
ทั้งนี้ครึ่งหลังนาทีที่ 55 สเปน ตามตีเสมอเป็น 2-2 จาก เซร์คิโอ มุสเกตส์ โหม่งให้ คอสต้า ดีดเข้าประตู จากนั้นอีกสามนาทีถัดมา นาโช เฟร์นานเดซ วอลเลย์ไกลบอลชนเสากระดอนเข้าประตู สเปนพลิกขึ้นนำครั้งแรก 3-2 และในนาทีที่ 88 เคราร์ด ปิเก้ ทำฟาวล์ผลัก โรนัลโด้ หน้ากรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินให้เป็นลูกฟรีคิก ซึ่ง โรนัลโด้ ปั่นขวาสุดสวย ลูกลอยโค้งอ้อมกำแพงผู้เล่นสเปน เสียบใต้คานใกล้มุมประตูไปอย่างสุดสวย กลายเป็นลูกแฮตทริกแรกของเกมฟุตบอลโลก 2018 พาโปรตุเกส ตีเสมออีกครั้ง สุดท้ายจบเกม โปรตุเกส เสมอ สเปน 3-3 ประตู แบ่งแต้มไปทีมละ 1 คะแนน ในกลุ่ม B
ขณะที่คู่ระหว่าง ทีมชาติอียิปต์ พบ ทีมชาติอุรุกวัย เปิดเกมมาทั้งสองทีมเดินหน้าแลกกันสนุก แต่เป็นฝ่ายอุรุกวัยที่ครองเกมและมีจังหวะจบสกอร์มากกว่า แตยังทำไม่สำเร็จ จบ 45 นาทีแรกยังเสมอกันอยู่ 0-0 ครึ่งหลัง อุรุกวัยได้ประตูชัยในนาที 89 หมดเวลาการแข่งขัน อุรุกวัยชนะอียิปต์ไปอย่างสนุกสูสี 1-0 เก็บ 3 แต้มแรกประเดิมสนามได้สำเร็จ
ส่วนทีมชาติโมร็อกโก พบ ทีมชาติอิหร่าน ครึ่งแรกเป็นโมร็อกโกที่เริ่มต้นได้ดีกว่า ส่วนอิหร่านยิ่งเล่นยิ่งตั้งเกมได้ หมดครึ่งแรกทั้งสองทีมยังเสมอกันอยู่ 0-0 ครึ่งหลังยังเป็นโมร็อกโกที่ครองเกมได้เหนือกว่า ส่วนอิหร่านก็ตั้งรับได้เหนียวแน่น ก่อนมาเป็นฝ่ายได้ประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 5 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ อาซิซ บูฮัดดูซ ตัวสำรองที่โหม่งสกัดลูกฟรีคิกผิดเหลี่ยม หมดเวลาการแข่งขัน อิหร่านเฉือนชนะโมร็อกโก 1-0 เก็บ 3 แต้มประเดิมได้สำเร็จ
Odd ANDERSEN / AFP