เริ่มต้นกับเชลซี ทีมดังจากลอนดอน ที่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าฉีกสัญญาของ เกป้า อาร์รีซาบาลาก้า ผู้รักษาประตูทีมชาติสเปน ที่ตั้งไว้ 71.6 ล้านปอนด์ หรือ 80 ล้านยูโร ประมาณ 3,195 ล้านบาท เพื่อคว้าตัวไปร่วมทีม ส่งผลให้กลายเป็นผู้รักษาประตูที่แพงสุดในโลก
ต่อมาเจ้าของสถิติที่ 2 คือ ลิเวอร์พูล ที่ได้ตกลงเซ็นสัญญาระยะยาวกับ อลิสสัน เบคเกอร์ ผู้รักษาประตูวัย 25 ปี ของ โรม่า โดยค่าตัวมีมูลค่าสูงถึง 66.2 ล้านปอนด์ หรือ 72.5 ล้านยูโร ประมาณ 2,870 ล้านบาท โดยเจ้าตัวที่ทำผลงานล่าสุดในศึกฟุตบอลโลก 2018 ในฐานะผู้รักษาประตูทีมชาติบราซิล จนไปเข้าตาคล็อปป์ กุนซือของหงส์แดงในที่สุด และได้โอกาสมาเฝ้าเสาให้กับหงส์แดง เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่ถูกคล็อปป์นำตัวมาเพื่อเสริมในเกมรับ ต้องมาลุ้นกันต่อไปว่า ผลงานของอลิสสันจะคุ้มค่ากับเงินที่คล็อปป์จ่ายไปหรือไม่
ผู้รักษาประตูมือดีอีกหนึ่งคนคือ “เอแดร์สัน โมราเอส” ในการย้ายจาก เบนฟิก้า มาเล่นลีกอังกฤษกับ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อปี 2017 ที่สูงถึง 35 ล้านปอนด์ หรือ 40 ล้านยูโร (ราว 1.7 พันล้านบาท) ก็เป็นการการันตีฝีมือในการรับลูกของเขาแล้วว่าเป็นที่ต้องการมากขนาดไหน ประกอบกับสถิติการเซฟลูกเฉลี่ย 1.63 ลูกต่อนัด เปอร์เซ็นต์ในการเซฟลูก 68.29% ทำผลงานคลีนชีทไป 16 นัด และมีอัตราการจ่ายบอลอยู่ที่ 85.34% ทำให้เอแดร์สันกลายเป็นนายด่านประตูผู้มากฝีมือและน่ากลัว เพราะหยุดยั้งลูกเตะของคู่ต่อสู้มาแล้วนักต่อนัก
เชลซี และ มาดริด แถลงการณ์ยืนยันอย่างเป็นทางการ ว่า ติโบต์ กูร์กตัวส์ ได้กลายเป็นผู้รักษาประตูคนใหม่ของชุดขาวแล้ว ด้วยสัญญายาว 6 ปี โดยค่าตัวอยู่ที่ 35 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,575 ล้านบาท แถลงการณ์ของ มาดริดระบุว่า หลังตรวจร่างกาย ก็จะมีการเปิดตัวทันที ในวันนี้ เวลา 18.00น. ตามเวลาไทย
นายด่านมือแดนผู้ดีอย่าง “จอร์แดน พิคฟอร์ด” ที่ย้ายจากซันเดอร์แลนด์ในปี 2017 มาเฝ้าประตูให้กับทัพ “ท็อฟฟี่” เอเวอร์ตัน ด้วยค่าตัวถึง 30 ล้านปอนด์ แน่นอนว่าค่าตัวสูงขนาดนี้ ฝีไม้ลายมือย่อมเป็นที่ประจักษ์ โดยพิคฟอร์ดมีสถิติการเซฟลูกอยู่ที่ 3.18 ลูกต่อนัด คิดเป็น 67.42% ทำผลงานคลีนชีทไป 10 นัด และมีสถติการจ่ายบอลที่ 44.49% และได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมชาติอังกฤษ”