โดยฤดูกาลที่แล้ว ตราด เอฟซี ภายใต้การคุมทีมของ โค้ชวรกร วิจารณ์ณรงค์ ที่ต้องลุ้นหนีการตกชั้น แม้จะเอาตัวรอดได้แต่สโมสร กับ โค้ชวรกร ตัดสินใจแยกทางกัน ในการลงเล่นฤดูกาล 2018 ตราด มีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ได้ ดุสิต เฉลิมแสน โค้ชไทยฝีมือดีเข้ามาคุมทีมพร้อมกับดึงนักเตะเกรดระดับไทยลีกมาช่วยทีมแบบไม่มีค่าตัว อย่าง พลวัฒน์ วังฆะฮาด ที่หมดสัญญากับสุพรรณบุรี เช่นเดียวกับ คาตาโนะ ฮิโรมิชิ ที่สุโขทัย ไม่ต่อสัญญาจึงย้ายมาอยู่กับตราด วานิช ใจแสน เป็นนักเตะฝีเท้าดีอีก 1 คนที่ตราด ยืมตัวมาจากชลบุรี แถมในเลก 2 ยังได้ ชยพัทธ์ กิจพงษ์ศรีธาดา กับ มิลาน บูบาโล อดีตนักเตะเมืองทองย้ายมาอยู่กับทีม ซึ่งทั้ง 2 คนย้ายมาแบบไม่มีค่าตัว
ทั้งนี้ประกอบกับนักเตะเก่าในทีมฤดูกาลที่แล้วที่ร่วมลุ้นหนีการตกชั้นมาด้วยกัน อย่าง 2 พี่น้อง มัสบูงอ และบารอส ทาเดลลี่ ดาวยิงประจำทีม ทำให้ตราด เอฟซี ในปีนี้มีทั้งนักเตะเก่าที่เป้นแกนหลัก 6 คน ประสานงานกับนักเตะประสบการณ์สูงดีกรีระดับไทยลีก จึงทำให้ทีมประสบความสำเร็จเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร แถมยังเป็นทีมที่ใช้เงินในการทำทีมน้อยสุด ประมาณ 30 ล้านบาท โดยเป็นเงินเดือนนักเตะ และสต้าฟโค้ชทั้งทีม เดือนละไม่เกิน 2 ล้านบาท นักเตะตราด ยังไม่มี โบนัส ไม่มีเบี้ยเลี้ยง เนื่องจากผู้บริหารไม่มีงบ แต่นักเตะทุกคนเล่นด้วยใจจนผลงานที่ออกมาดีเกินคาด
ขณะที่ตราด เอฟซี ตอนนี้รั้งรองจ่าฝูงของไทยลีก 2 ได้โควต้าเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นลีกสูงสุดปีหน้า อีกนัดเดียวจะปิดฤดูกาล แต่ดูผลงานของตราดกับงบทำทีมเพียง 30 ล้านบาท แพ้น้อยสุดในลีก 4 นัดเท่ากับ เชียงใหม่ ชนะ 14 นัด เสมอ 9 ตอนนี้มีแต้มน้อยกว่า พีทีที ระยอง ที่ใช้งบมหาศาลในการทำทีมอยู่เพียง 2 คะแนนเท่านั้น ฤดูกาลหน้า ตราด จะต้องขึ้นไปเล่นไทยลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทีม แต่จะสามารถอยู่รอดในลีกสูงสุดได้หรือไม่ นักเตะ ผู้บริหาร ต้องทำงานหนักมากกว่าการเตรียมทีมลงเล่นไทยลีก 2 เพราะนั่นคือบททดสอบที่แข็งแกร่งของ ตราด เอฟซี