สนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์
โดยทีมเยือนเมืองเดียวกันอย่าง ไก่เดือยทอง “ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์” ทีมอันดับ 3 พรีเมียร์ลีก ถ้าหากในนัดนี้สามารถไร่ต้อนเจ้าถิ่นคาบ้านได้ สเปอร์ส จะมีคะแนนตามหลังจ่าฝูงเพียงแค่ 6 แต้มเท่านั้น อาจมีลุ้นแชมป์แรกในพรีเมียร์ลีก
ซึ่งด้านความพร้อมทีม เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ นายใหญ่ทีมสเปอร์ส อาจจะต้องขาดสองแข้งเตะมิดฟิลด์เลือดผู้ดีอย่าง เดเล่ อัลลี ที่ยังไม่สามารถสลัดอาการเจ็บเอ็นหลังหัวเข่าทิ้งได้ และ เอริค ไดเออร์ ทั้งนี้อาจจะเรียกความฟิตกลับมาได้ทันวันแข่ง
ส่วนแข้งเตะดาวดังประจำทีมอย่าง แฮร์รี่ เคน กองหน้าดาวซัลโวของทีม,ซน ฮึง มิน แนวหน้าโสมขาว,คริสเตียน อีริคเซ่น มิดฟิลด์แนวรุก,ไคล์ วอล์คเกอร์ ปีเตอร์ส เซ็นเตอร์แบ็กชาวอังกฤษ และ อูโก้ โยริส นายทวารชาวฝรั่งเศส ต่างก็อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานกันทุกตำแหน่ง
ด้านทีมคู่ปรับเจ้าถิ่นอย่าง สิงโตน้ำเงินคราม “เชลซี” อดีตแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัยและในฤดูกาลปัจจุบันรั้งอันดับ 6 ในตาราง ซึ่งในคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สิงห์ไฮโซ พ่ายให้กับ แมนฯ ซิตี้ ในการดวลจุดโทษ 3-4 ในศึกคาราบาวคัพรองชิงชนะเลิศ ส่งผลให้คว้าเพียงแค่ตำแหน่งรองแชมป์
ส่วนสภาพความพร้อมทีม กุนซือใหญ่ เมาริซิโอ ซาร์รี่ อาจจะต้องพบกับปัญหาในเรื่องความเชื่อมั่นที่ลูกทีมที่มีต่อกุนซือชาวอิตาลีและในนัดนี้ เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า นายวารจอมดื้ออาจถูก ซาร์รี่ ดัดนิสัยไม่ให้ลงเฝ้าเสาทำหน้าที่ให้กับทีม หลังก่อนหน้านี้มีปัญหากันในเกมนัดชิงคาราบาวคัพ ในขณะเดียวกันทีมอาจจะขาดแข้งเตะอย่าง มาร์โก ฟาน กิงเคล หลังได้เข้ารับการรักษาผ่าตัดเข่า ที่พักรักษาตัวตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา
ส่วนดาวเตะตัวสำคัญที่เหลือ อย่าง เอแดน อาซาร์ กองหน้าทำประตู ,เปโดร กองหน้ากระทิงดุ,วิลเลี่ยน แนวหน้าชาวบราซิล,รูเบน ลอฟตัส ชีค มิดฟิลด์แดนผู้ดี และ มาร์กอส อลอนโซ แบ๊กซ้ายตัวหลัก ที่ต่างก็อยู่ในความฟิตและพร้อมกันทุกคน
โดยใน 5 นัดหลังสุดของทั้งสองทีมที่พบกันในพรีเมียร์ลีก
24/11/2018 สเปอร์ส 3-1 เชลซี
01/04/2018 สเปอร์ส 3-1 เชลซี
20/08/2017 เชลซี 2-1 สเปอร์ส
04/01/2017 สเปอร์ส 2-0 เชลซี
26/11/2016 เชลซี 2-1 สเปอร์ส
ดูจาก 5 ครั้งหลังสุดในการพบกันทีม สเปอร์ส มีสถิติที่ดูเหนือกว่าและฟอร์มการเล่นของเจ้าถิ่นก็ยังดูไม่ดีเท่าที่ควร พร้อมทั้งยังมีปัญหาภายในทีมอีก ฉะนั้นทีมเยือนอาจชนะเจ้าถิ่นเก็บ 3 แต้มเต็มลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกกับ แมนฯ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล