หากใครได้ดูเกมเกมนี้เอฟเวอร์ตันไม่ได้มาตั้งรับลึกอย่างเดียว เพราะมีหลายจังหวะที่ท็อฟฟี่ทำเกมบุกขึ้นมาให้เสียวเล่นแต่ก็เป็นฟาน ไดค์ที่เก็บกินเรียบ นั่นหมายความว่าเกมนี้มีพื้นที่ให้ลิเวอร์พูลเล่นค่อนข้างเยอะ แต่จังหวะที่จะต้องจบสกอร์ก็เป็นหงส์แดงที่เล่นพลาดกันเอง โดยเฉพาะโม ซาลาห์ ดาวยิงตัวความหวังที่ขาดความเฉียบคม ตอนนี้เขาทำประตูไม่ได้มา 3 นัดติดแล้ว
แต่จะโทษแต่ซาลาห์อย่างเดียวก็คงไม่ได้ เพราะเกมนี้ลิเวอร์พูลกดดันตัวเองจนเห็นได้ชัด เล่นเกร็งไม่เป็นธรรมชาติ แทบไม่ได้ครองเกมแบบช่วงที่ผ่านมา จังหวะจ่ายบอลก็ขาดๆเกินๆ ไม่รู้ใจกันเหมือนช่วงก่อนหน้านี้
ยังดีที่เกมนี้ได้ ฟาน ไดค์คอยแบกเกมรับอยู่ ทำให้เกมจบลงด้วยสกอร์ 0-0 โดย ฟาน ไดจ์ค เป็นหนึ่งในนัดเตะของหงส์แดงที่โชว์ฟอร์มได้คงเส้นคงวาที่สุดในฤดูกาลนี้ เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของเกมรับ และนี่เป็นอีกเกมที่ ฟาน ไดจ์ค แบกรับภาระเกมรับไว้ทั้งหมดแล้วเหลืออีกอย่างที่เขายังไม่ได้ทำ คือ การทำประตู!!
สถิติเฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค วัย 27 รางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์
100% ความแม่นยำในการแท็คเกิล
86% ความแม่นยำการผ่านบอลมากสุดในเกม
86 สัมผัสบอลมากที่สุดรองจากมาติป
9 ชนะการดวลลูกกลางอากาศมากสุดในเกม
3 ตัดบอลจากลูกเปิด
13 เคลียร์ลูกทิ้ง
1 โอกาสยิง
อีกเรื่องคือการเปลี่ยนตัวในเกมนี้เป็นเอฟเวอร์ตันที่ทำได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยครึ่งหลังเจ้าบ้านเปลี่ยนตัวเกมรุกลงมาทำให้บุกสู้กับลิเวอร์พูลได้อย่างสนุก สามารถครองบอลและเกือบจบสกอร์ได้ ผิดกับลิเวอร์พูลที่การแก้เกมของเจอร์เก้น คล็อปป์ ในนัดนี้เปลี่ยนตัวผู้เล่นได้อย่างน่าผิดหวัง โดยคล็อปป์เลือกที่จะเอาไวจ์นัลดุมออกและส่งเจมส์ มิลเนอร์ ลงมาแทนทั้งที่ตำแหน่งแทบจะไม่ต่างกัน จากนั้นเลือกที่จะส่งอดัม ลัลลาน่าลงมาแทนซาดิโอ มาเน่ ทั้งที่ในม้านั่งสำรองมีทีเด็ดอย่างเซอดาน ชากิรี่และนาบี เกอิต้า แต่กลับเลือกลัลลาน่าที่แทบไม่ได้ลงสนามในช่วงที่ผ่านมา มาเล่นในเกมสำคัญที่ต้องการ 3 คะแนนแบบนี้
หากมองให้เป็นเรื่องดี การเสมอในเกมนี้ก็ยังดีกว่าแพ้เพราะลิเวอร์ถึงแม้จะเสียตำแหน่งจ่าฝูง แต่ก็ตามหลังแมนฯซิตี้เพียง 1 แต้มเท่านั้น แรงกดดันอาจจะเปลี่ยนมือไปอยู่กับทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์บ้าง ถึงแม้ลูกทีมของเป๊ปจะมีประสบการณ์การคว้าแชมป์ลีกมาบ้างแล้วก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงกดดันที่เตือนให้แมนฯซิตี้รู้ว่าพวกเขาก็พลาดไม่ได้ในอีก 9 เกมข้างหน้า โดยจะมีเกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้เป็นตัวแปรสำคัญ และนี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์จิตใจของลิเวอร์พูลว่าพร้อมหรือยังที่จะสู้กับแรงกดดันและความคาดหวังของตัวเองและแฟนบอลทั่วโลก และเชื่อเหลือเกินว่าฤดูกาลนี้ทั้ง 2 ทีมจะต้องขับเคี่ยวแย่งแชมป์กันจนหยดสุดท้ายอย่างแน่นอน ซึ่งหากทีมไหนอยากจะเป็นแชมป์ก็ต้องเล่นทุกนัดให้เหมือนนัดชิงชนะเลิศ เพื่อคว้าตำแหน่งแชมป์ลีกที่จะมีเพียงทีมเดียวเท่านั้นที่ได้ครอบครอง