สั่งปิด “โรงงานหมิงตี้” ถาวร ชี้ กำจัดสไตรีน ใช้เงินอย่างน้อย 12 ล้านบาท
การจัดการพื้นที่โรงงาน ล่าสุดแม้ไฟจะดับแล้วแต่ยังต้องงจัดการสารเคมีที่ตกค้างคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาเป็นเดือนในการเคลียร์พื้นที่
เป็นที่ทราบกันว่า เจ้าของบริษัทหมิงตี้เคมิคอล จำกัด เจ้าของโรงงานเป็นคนจีนที่เข้ามาขอสัญชาติในไทย ทำให้ตั้งโรงงานได้ ล่าสุด พบว่า ผลผลิตส่วนใหญ่เน้นการส่งออกมากกว่าขายในประเทศ
นี่เป็นคลิปที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการกำจัดของเสียอันตราย บันทึกภาพรอบแท้งค์สารเคมี ส่งมาให้ทีมข่าว ระหว่างลงพื้นที่ ตรวจสอบแท้งค์เคมี เนื่องจาก จุดนี้ถูกสงวนไว้ให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ เพราะ ยังมีอันตราย ตามข้อมูล แหล่งข่าวบอกว่า ช่วงเช้า เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ วาล์วของแท้งค์สไตรีน ว่า อยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่
สอดคล้องกับ ตัวแทนบริษัทขจัดมลพิษจากของเสียอุตสาหกรรม ที่เข้าพื้นที่ไป ระบุว่า พบวาล์วแท้งค์บางจุดอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ แม้ว่า เจ้าหน้าที่จะฉีดพ่นสารเคมีเพื่อลดโอกาสในการระเบิดและติดไฟไปแล้ว แต่หากมีการรั่วไหลเพิ่มก็สามารถเกิดการระเบิดหรือไฟไหม้ได้
ตามข้อมูลของแหล่งข่าวระบุว่า เมื่อตรวจสอบวาล์วเสร็จ จะต้องวางแผนขนย้ายสไตรีนไปที่โรงงานกำจัดขยะอุตสาหกรรมอันตราย โดย ต้องใช้รถบรรทุกสารเคมีไปจอดเทียบที่แท้งค์เคมี จากนั้น ดูดสารสไตรีนขึ้นรถบรรทุกสารเคมีเพื่อนำไปกำจัด โดยสารสไตรีน ต้องเผาทำลายในเตาเผาขยะอุตสาหกรรมอันตราย ซึ่งในประเทศไทย มี เตาลักษณะนี้ เพียงแห่งเดียว
จากการตรวจสอบพบว่า ในแท้งค์เคมี มีสไตรีน ประมาณ 600 คิว หากเปรียบเทียบเป็นแท้งค์น้ำตามบ้านเรือน ซึ่งมีขนาด 2,000 ลิตร หรือ 2 คิว หมายความว่า สารเคมีที่อยู่ในแท้งค์ภายในโรงงานหมิงตี้ เทียบเท่ากับ น้ำในแท้งน้ำ 300 หลังคาเรือน
ส่วนค่าใช้จ่ายในการกำจัดสไตรีน อยู่ที่ 20,000 บ. ต่อคิว หมายความว่า หากจะกำจัด “สไตรีน” 600 คิว ต้องใช้เงินสูงถึง 12,000,000 บ. ส่วนค่าใช้จ่ายในการขนย้ายสไตรีน พบว่า จาก โรงงานหมิงตี้ ไปที่ บริษัท อัคคีปราการ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นที่ตั้งเตาเผาขยะอุตสาหกรรมอันตราย พบว่า รถบรรทุกสารเคมี 1 เที่ยว ขนย้ายได้ 12 คิว ราคาต่อเที่ยวอยู่ที่ 18,000 บ. ดังนั้น สไตรีน 600 คิว ต้องขนย้ายรวม 50 เที่ยว คิดเป็นเงิน 900,000 บาท
รวมค่าใช้จ่ายเฉพาะ ขนย้ายกำจัด สไตรีน อยู่ที่ 12 ล้าน 9 แสนบาท เบื้องต้น บริษัทกำจัด คาดว่าจะใช้เวลา ดำเนินการรวม 10-15 วัน แต่ละวันน่าจะขนย้ายได้ 60-70 คิว
ซึ่งนอกจาก สารสไตรีน บริษัทกำจัด ทั้ง บ.อัคราปราการ และ บ.เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน ต้องกำจัดน้ำเสียรอบโรงงาน รวมถึงขี้เถ้า และ ดิน ที่มีการปนเปื้อนด้วย
ขณะที่อีกด้านหนึ่งวันนี้ มีการแถลงข่าวร่วมกัน ทั้งนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงตัวแทนฝ่ายกฎหมายบริษัท หมิงตี้ เข้าร่วมชี้แจงข้อมูล เบื้องต้น สั่งปิดโรงงานถาวร หากจะกลับมาเปิดอีกจะต้องย้ายไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเท่านั้น
ส่วนผลการตรวจสอบคุณภาพอากาศและน้ำ พบว่าตอนนี้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่มีสารสไตรีนปนเปื้อนในคลอง แต่แนะนำว่าควรงดการใช้น้ำคลองไปก่อนชั่วคราว
ช่วงหนึ่ง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม พูดถึงกำลังการผลิตของบริษัทหมิงตี้ ว่า ปัจจุบัน มีกำลังการผลิต 40,000 ตัน/ปี ตัวเลขนี้ถือว่ามากกว่าที่ทีมข่าวนำเสนอไปก่อนหน้านี้ พร้อมย้ำว่า การขยายกำลังการผลิตเกิดขึ้นจากการปรับปรุงเครื่องจักร ซึ่งตามกฎหมายไม่ได้ห้าม จึงสามารถทำได้
เมื่อถามว่า การขยายกำลังการผลิตในพื้นที่เท่าเดิม ยิ่งทำให้พื้นที่กักเก็บสารเคมีอันตรายแออัดมากขึ้นหรือไม่ ได้คำตอบว่า การเพิ่มเครื่องจักรไม่ได้หมายความว่าโรงงานจะทำเต็มกำลังการผลิตเลย
นอกจากนี้ยังบอกด้วยว่า หมิงตี้ เป็นหนึ่งในบริษัท ที่ต้องรายงานผลกระทบความเสี่ยงให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมรับทราบ ซึ่งตรวจสอบพบว่านำเรื่องส่งตามขั้นตอนตลอด แต่เมื่อถามว่า หลังบริษัทหมิงตี้ส่งเอกสารมา ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจสอบหรือไม่ ว่ารายงานผลกระทบความเสี่ยงหรือแผนเผชิญเหตุที่มีการซักซ้อม เป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ ประเด็นนี้ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ตอบคำถาม แต่ชี้แจงว่า หมิงตี้ ก่อคตั้งมานานกว่า 30 ปี และที่ผ่านมามีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่เหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกิดขึ้น เป็นผลจากอุบัติเหตุ
ขณะที่อีกด้านหนึ่งวันนี้ มีการแถลงข่าวร่วมกัน ทั้งนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงตัวแทนฝ่ายกฎหมายบริษัท หมิงตี้ เข้าร่วมชี้แจงข้อมูล เบื้องต้น สั่งปิดโรงงานถาวร หากจะกลับมาเปิดอีกจะต้องย้ายไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเท่านั้น
ส่วนผลการตรวจสอบคุณภาพอากาศและน้ำ พบว่าตอนนี้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่มีสารสไตรีนปนเปื้อนในคลอง แต่แนะนำว่าควรงดการใช้น้ำคลองไปก่อนชั่วคราว
ช่วงหนึ่ง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม พูดถึงกำลังการผลิตของบริษัทหมิงตี้ ว่า ปัจจุบัน มีกำลังการผลิต 40,000 ตัน/ปี ตัวเลขนี้ถือว่ามากกว่าที่ทีมข่าวนำเสนอไปก่อนหน้านี้ พร้อมย้ำว่า การขยายกำลังการผลิตเกิดขึ้นจากการปรับปรุงเครื่องจักร ซึ่งตามกฎหมายไม่ได้ห้าม จึงสามารถทำได้ เมื่อถามว่า การขยายกำลังการผลิตในพื้นที่เท่าเดิม ยิ่งทำให้พื้นที่กักเก็บสารเคมีอันตรายแออัดมากขึ้นหรือไม่ ได้คำตอบว่า การเพิ่มเครื่องจักรไม่ได้หมายความว่าโรงงานจะทำเต็มกำลังการผลิตเลย
นอกจากนี้ยังบอกด้วยว่า หมิงตี้ เป็นหนึ่งในบริษัท ที่ต้องรายงานผลกระทบความเสี่ยงให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมรับทราบ ซึ่งตรวจสอบพบว่านำเรื่องส่งตามขั้นตอนตลอด แต่เมื่อถามว่า หลังบริษัทหมิงตี้ส่งเอกสารมา ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจสอบหรือไม่ ว่ารายงานผลกระทบความเสี่ยงหรือแผนเผชิญเหตุที่มีการซักซ้อม เป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ ประเด็นนี้ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ตอบคำถาม แต่ชี้แจงว่า หมิงตี้ ก่อคตั้งมานานกว่า 30 ปี และที่ผ่านมามีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่เหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกิดขึ้น เป็นผลจากอุบัติเหตุ
ทีมข่าวยังตรวจสอบเพิ่มเติม เรื่องการ ผลิตเม็ดพลาสติกของบริษัทหมิงตี้ แหล่งข่าวในแวดวงสารเคมีอันตราย บอกว่า ตามปกติ ต่างชาติมักเข้ามาตั้งโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก และ ส่งออกไปต่างประเทศไปทั่วโลก
ข้อมูลนี้ ตรงกับที่ทีมข่าวพูดคุยนอกรอบกับ ตัวแทนฝ่ายกฎหมายของบริษัท ที่บอกว่า เม็ดพลาสติกที่ได้ บริษัทหมิงตี้ ส่งออกไปต่างประเทศเป็นหลัก
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB