เปิดรายได้ “สินมั่นคง” ก่อนบอกเลิกประกันโควิด ปี 63 กำไรพุ่ง 757 ล้านบาท
จากกรณี สินมั่นคงประกันภัย แจ้งผู้ที่ทำประกันภัยการติดเชื้อไวรัสโคโรนา แบบ เจอ จ่าย จบ หรือ COVID 2 IN 1 โดยจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากรมธรรม์ และให้กรมธรรม์ประกันภัยสิ้นสุดสัญญาทั้งฉบับ เมื่อพ้นกำหนดเวลา 30 วัน หลังผู้เอาประกันรับหนังสือเป็นต้นไป ซึ่งจะคืนเบี้ยประกันภายใน 15 วัน และจะหักเบี้ยประกันสำหรับระยะเวลาที่กรมธรรม์ประกันภัยได้ใช้บังคับมาแล้วออกตามสัดส่วน
คปภ. สั่งห้าม "สินมั่นคงยกเลิกประกันโควิด"
บริษัทฯ ระบุเหตุผลว่า เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทวีความรุนแรง และมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นสูง จนไม่สามารถคาดการณ์สถานการณ์ได้ บริษัทจึงต้องบริหารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ
ภายหลังประกาศดังกล่าวถูกแจ้งออกไป ทำให้เกิดกระแสวิพาษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลในวงกว้าง เนื่องจากมีผู้ที่เอาประกันกลัวว่าจะไม่ได้รับความคุ้มครองอีกต่อไป ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยที่ยังมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากขึ้นทุกวัน
ทั้งนี้ บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ SMK ประกอบธุรกิจด้านการบริการรับประกันวินาศภัย เริ่มก่อตั้งวันที่ 27 มกราคม 2494 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 2 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ บริษัท บ้วนฮงเซ้งประกันภัย จำกัด ต่อมาภายหลังได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปี 2534 และปี 2534 ได้ฯจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด โดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่สุด คือ บริษัท ดุษฎีสุรพจน์ โฮลดิ้ง จำกัด จำนวน 50,037,760 หุ้น สัดส่วน 25.02%
ปัจจุบัน สินมั่นคงประกันภัย มีมูลค่าหลักทรัพย์ 7,450 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ก.ค. 64) ประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัย 4 ประเภท ได้แก่ ประกันภัยรถยนต์ ประกันอัคคีภัย ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง ประกันภัยเบ็ดเตล็ด มีสาขาและศูนย์บริการ รวม 182 แห่งทั่วประเทศ
ล่าสุด หุ้น SMK เปิดตลาดรอบบ่าย (16 ก.ค.64) ราคาอยู่ที่หุ้นละ 36 บาท ลดลง -1.25 บาท เปลี่ยนแปลง -3.36 %
รายได้ของบริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) 3 ปีย้อนหลัง (ข้อมูลจากเว็บไซต์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)
- ปี 2561 มีรายได้ 10,020 ล้านบาท กำไร 749 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง -16.87%
- ปี 2562 มีรายได้ 11,375 ล้านบาท กำไร 677 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง -9.65%
- ปี 2563 มีรายได้ 10,413 ล้านบาท กำไร 757 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง +11.8%
ทั้งนี้ ในรายงานประจำ ปี 2563 นายเรืองวิทย์ ดุษฎีสุรพจน์ ประธานกรรมการ บมจ. สินมั่นคงประกันภัย ได้ออกสาร ระบุว่า ปี 2563 เป็นปีของการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ผลกระทบจากมาตรการป้องกันการระบาดของไวรัสส่งผลมายังเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวติดลบร้อยละ 6.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจาก การบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และภาคการส่งออกหดตัว อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการเดินทางหยุดชะงัก สภาพคล่องของธุรกิจจำนวนมากได้รับผลกระทบ
แม้ว่าปี2563 จะเป็นปีที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการะบาดของไวรัสในวงกว้าง แต่ธุรกิจประกันวินาศภัย นับว่าได้รับผลกระทบน้อยเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น นอกจากนี้อุตสาหกรรมยังมีโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ได้แก่ กรมธรรม์ประกันโรค COVID-19 ในปี2563 อุตสาหกรรมประกันวินาศภัยมีอัตราการเจริญเติบโตร้อยละ 3.9 ส่วนบริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับ 9,762.7 ล้านบาท ลดลงร้อยละ13.2 เมื่อเทียบกับปี 2562 แต่เนื่องจากมีประสิทธิภาพการพิจารณารับประกันภัย และการบริหารต้นทุนที่ดีทำให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 757.4 ล้านบาท ในปี2563 เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ร้อยละ 11.8 แม้ว่า
บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากผลตอบแทนการลงทุนที่ลดลง เนื่องจากผลกระทบของเศรษฐกิจมหภาค ในส่วนของเงินกองทุน บริษัทฯ ยังคงมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่งพร้อมที่จะขยายธุรกิจให้เจริญก้าวหน้าเมื่อโอกาสเอื้ออำนวย โดยมีอัตราส่วนของเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย ณ วันที่ 30 กันยายน 2563 เท่ากับร้อยละ 456.6
บริษัทฯ ให้ความสำคัญในการปรับตัวให้ทันกับโลกสมัยใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม บริษัทฯ ได้วางแผนและกำหนดทิศทางหลักทางธุรกิจ เน้นการเติบโตทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ควบคู่กับการเติบโตแบบดั้งเดิม บริษัทฯ อยู่ระหว่างดำเนินการโครงการ Business Transformation ซึ่งจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และมี Platforms เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและคู่ค้า ให้เข้าถึงสินค้าและบริการของบริษัทฯได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB