ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม มอง "ของจะแพง" ไปจนถึงสิ้นปี
ผลสำรวจผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่มองว่า ราคาสินค้าแพงอย่างน้อย 3 เดือน หรืออาจยาวไปถึงสิ้นปี โดยภาคเอกชนจะสามารถตรึงราคาสินค้าได้อีกแค่ 1-2 เดือน
นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 14 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ภายใต้หัวข้อ “สินค้าแพง ค่าครองชีพพุ่งจะช่วยเหลือประชาชนได้อย่างไร” ว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นในขณะนี้ คือ ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ และต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
และคาดว่าภาวะราคาสินค้าแพงจะยาวนานไป อย่างน้อย 3 เดือน หรืออาจยาวไปจนถึงสิ้นปีนี้ หากราคาพลังงานยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งผู้ประกอบการสามารถตรึงราคาสินค้าได้อีกแค่ 1 – 2 เดือนเท่านั้น โดยผลสำรวจมองว่า
เปิดโทษหนัก "ซื้อไม้ swab อยากติดเชื้อโควิด หวังเอาเงินประกัน"
ปัจจัยใดส่งผลกระทบทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้
- อันดับที่ 1 : ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ และต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 76.7%
- อันดับที่ 2 : ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น 74.0%
- อันดับที่ 3 : ค่าขนส่งที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง 63.3%
- อันดับที่ 4 : ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และภาระค่าใช้จ่ายด้านแรงงานที่เพิ่มขึ้น 51.3%
ภาวะราคาสินค้าแพงจะยาวนานแค่ไหน
- อันดับที่ 1 : 3 - 6 เดือน 35.3%
- อันดับที่ 2 : 6 - 12 เดือน 34.7%
- อันดับที่ 3 : มากกว่า 1 ปี 30.0%
มาตรการใดมีประสิทธิภาพในการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน
- อันดับที่ 1 : ลดค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า, ค่าน้ำประปา, ค่าเดินทาง 75.3%
- อันดับที่ 2 : ลดภาระภาษีและค่าธรรมเนียม เช่น ภาษีสรรพสามิตเชื้อเพลิงและสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพอื่นๆ 74.7%
- อันดับที่ 3 : ตรึงราคาน้ำมัน ไม่ให้มีผลต่อต้นทุนสินค้า 66.0%
- อันดับที่ 4 : มาตรการใช้จ่ายลดค่าครองชีพ เช่น คนละครึ่ง 59.3%
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนจะช่วยเหลือประชาชนในการตรึงราคาสินค้าได้อีก 1-2 เดือน
- อันดับที่ 1 : 1 - 2 เดือน 40.0%
- อันดับที่ 2 : 3 - 4 เดือน 30.7%
- อันดับที่ 3 : มากกว่า 6 เดือน 16.7%
- อันดับที่ 4 : 5 - 6 เดือน 12.6%
ส่วนการปรับตัวรับมือของภาค เอกชน กับกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ชะลอตัว คือ
- อันดับที่ 1 : นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ 77.3%
- อันดับที่ 2 : นำระบบบริหารจัดการมาช่วยในการลดต้นทุนการผลิต เช่น LEAN, ไคเซ็น 61.3%
- อันดับที่ 3 : ปรับกลยุทธ์เน้นตลาดต่างประเทศ และการแสวงหาตลาดส่งออกใหม่ๆ 54.0%
- อันดับที่ 4 : เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านตลาดออนไลน์ 50.0%
นอกจากนั้น อัตราเงินเฟ้อของไทยในปี 2565 จะอยู่ในระดับใด
อันดับที่ 1 : เพิ่มขึ้น 2-4 % 58.0%
อันดับที่ 2 : เพิ่มขึ้นมากกว่า 4% 23.3%
อันดับที่ 3 : เพิ่มขึ้นไม่เกิน 2% 18.7%
กระทรวงพลังงานรับสภาพ "ยุคพลังงานแพง" ทำได้แค่มาตรการลดผลกระทบ
ดังนั้น โดยสรุปแล้ว ภาคเอกชนจึงเสนอขอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนโดยการลดค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า, ค่าน้ำประปา, ค่าเดินทาง รวมทั้ง ลดภาระภาษีและค่าธรรมเนียม เช่น ภาษีสรรพสามิตเชื้อเพลิง และสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพอื่นๆ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในช่วงนี้ นอกจากนี้ ยังคาดว่า อัตราเงินเฟ้อในปีนี้มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในกรอบ 2–4 เปอร์เซ็นต์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB