UTA กังวลการตั้งบริษัทลูก EEC อาจทับซ้อน
กรณีที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (สกพอ.) จะตั้งบริษัท อีอีซี พัฒนาสินทรัพย์สนามบิน จำกัด ซึ่งมีสถานะเป็นบริษัทลูก ของอีอีซี ขึ้นมา ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจทับซ้อนกับบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จํากัด หรือ UTA เอกชนผู้รับสัมปทานการพัฒนาโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก
ทีมข่าวPPTV ได้พูดคุยกับซีอีโอ UTA ยอมรับกังวลใจในเรื่องนี้เพราะทางคณะกรรมการอีอีซี ไม่เคยแจ้งล่วงหน้า ทั้งที่เป็นคู่สัญญาร่วมลงทุน พร้อมตั้งคำถามหากเปลี่ยนคู่สัญญาแล้วจะล่าช้าทับซ้อน มาแข่งกับเอกชนเองหรือไม่ ซึ่งถือว่าผิดหลัก ทีโออาร์อย่างชัดเจนพร้อมขอให้ผู้บริหารอีอีซี เข้ามาหารือกันแล้วทำกติกาให้ชัดเจน
นายวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทอู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จํากัด หรือ UTA รู้สึกแปลกประหลาดใจมาก เพราะไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า สกพอ. จะมีการจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมา
ทั้งที่ UTA เป็นบริษัทที่ลงนามร่วมทุนกับภาครัฐ ต้องทำงานร่วมกันถึง 50 ปี แล้วต้องมาทราบข้อมูลจากสื่อ ยอมรับว่ากังวลค่อนข้างมาก เพราะโครงการนี้ UTA เป็นคู่สัญญากับ สกพอ.ตัวแทนของรัฐ หากคู่สัญญาเปลี่ยนสภาพเป็นบริษัทจำกัดขึ้นมา การทำหน้าที่จึงไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าการทำหน้าที่จะทำได้เร็วตามที่ตกลงกันไว้หรือไม่ ฝั่งเอกชนเดินหน้าเต็มที่อยู่แล้ว แต่เมื่อคู่สัญญาเปลี่ยนไปย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้เกิดความกังวลใจ
อีกข้อหนึ่ง คือ บริษัท อีอีซี พัฒนาสินทรัพย์ เข้ามาบริหารพื้นที่ Aviation Technical Zone หรือ ATZ ขนาด 474 ไร่ ทำศูนย์ซ่อมอากาศยาน หรือ MRO ซึ่งต้องดูว่าจะอยู่ส่วนไหนในโครงการ เพราะ UTA รับผิดชอบลงทุนทั้งหมด 6,500 ไร่ แต่หากการจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาแล้วเกิดการแข่งขันกันเอง จะเกิดเป็นผลประโยชน์ทำซ้อนหรือไม่ ทุกอย่างยังไม่ชัดเจน ดังนั้น สกพอ.ควรนำเอกสารทุกอย่างมาคุยกันให้ชัดเจน เนื่องจากการลงทุนระดับ 300,000 ล้านบาท ทุกอย่างต้องโปร่งใส แล้วทำงานร่วมกันเป็นทีมเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ
นายวีรวัฒน์ กล่าวต่อว่า หากดูข้อมูลที่ปรากฎ จะพบว่า การกระทำนี้ผิดหลักทีโออาร์ที่ระบุชัดเจนว่า เป็นคู่สัญญากับ สกพอ. แล้วจะมาเปลี่ยนตัวกลางคัน ซึ่งไม่ได้มาจากผลของกฎหมาย มีเพียงมติที่ตั้งขึ้นมาแล้วถ่ายโอนอำนาจกันไป ทำให้มีความสุ่มเสี่ยงมาก กรณีถ้าผิดพลาดอะไรขึ้นมา บริษัทลูกที่ อีอีซี ตั้งมานี้จะรับผิดชอบแค่ทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาทหรือไม่ เพราะทางเอกชนต้องลงทุนเป็นหลักแสนล้าน ทั้งยังต้องส่งเงินเข้ารัฐทุกปีตามสัญญา แต่หากจะมาแข่งขันให้ซ้ำซ้อนกันอีกทุกอย่างจะลักลั่นไปหมด
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของอำนาจหน้าที่ของรัฐต้องเป็นผู้ดำเนินการ กลับกันเมื่อมีเอกชนมาขั้น แม้จะถือหุ้นโดยรัฐ แต่องค์ประกอบก็ถูกเพิ่มขึ้นมาอีก ขั้นตอนทำงานทุกอย่างก็อาจจะยิ่งล่าช้าไปอีก หลังจากนี้ทาง UTA อยากขอให้ผู้บริหารสกพอ. มาหารือกัน แล้วทำกติกาให้ชัดเจน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB