มาอีกแล้ว! yield curve inversion ครั้งที่ 3 รอบปี สัญญาณเศรษฐกิจถดถอย
yield curve inversion เกิดถี่ยิบในปีนี้ 3 ครั้งในรอบ ส่งสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่เฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดเงินเฟ้อ
yield curve inversion เกิดขึ้นอีกครั้งในตลาดพันธบัตรสหรัฐเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยนักลงทุนให้น้ำหนักไปที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย "แรง" เพื่อกดเงินเฟ้อในรอบ 40 ปี ให้ลงมาให้ได้ ซึ่งจะฉุดเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย
อัตราผลตอบแทนพันธบัตร อายุ 2 ปีพุ่งขึ้นมากกว่าพันธบัตรอายุ 10 ปี เป็นครั้งที่สามในรอบปีนี้ โดยปรากฏการณ์ที่ว่านี้เรียกว่า yield curve inversion ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา จะเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอย แม้ว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นทุกครั้งไป
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อายุ 10 ปี
กระทรวงการคลังสหรัฐออกพันธบัตรรัฐบาลหลายรุ่น เพื่อบริหารงบประมาณของประเทศ โดยตลาดพันธบัตรรัฐบาลราว 23 ล้านล้านดอลลาร์ มีอายุพันธบัตรหลากหลาย ตั้งแต่ 1 เดือน จนถึง 1 ปี 2-10 ปี และ 20-30 ปี
เส้นผลตอบแทนหรือเรียกว่า yield curve โดยทั่วไปเส้นจะขึ้นเมื่ออายุพันธบัตรมาก โดยเส้นผลตอบแทนพันธบัตรจะสวนทางกับราคาพันธบัตร
ในขณะที่เส้นกราฟชันขึ้น จะเป็นสัญญาณว่านักลงทุนคาดการณ์ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจคึกคัก เงินเฟ้อสูง และอัตราดอกเบี้ยจะสูง แต่หากเส้นกราฟนิ่ง ๆ หรือลง หมายความนักลงทุนคาดว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะเพิ่มขึ้น และมีมุมมองต่อเศรษฐกิจที่ไม่ดีนัก
นักลงทุนจะเฝ้าดูว่ามีสัญญาณที่ชี้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวหรือไม่ โดยดูส่วนต่าง หรือ spread ระหว่างพันธบัตรอายุ 3 เดือน กับ 10 ปี และ อายุ 2 ปี กับ 10 ปี
ในวันอังคารที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี พุ่งขึ้น 2.95% ขณะที่ อายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.94% นอกจากนี้ พันธบัตรอายุ 2 ปี และ 5 ปี ก็เกิดกลับทิศเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2020
การกลับทิศของพันธบัตร ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นจะเพิ่มขึ้น โดยตลาดกำลังวิตกธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และกำลังสงสัยว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ในการหลีกเลี่ยงเศรษฐกิจถดถอย และชะลอตัวแบบ "ซอฟท์แลนดิ้ง"
ทั้งนี้ เฟดขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ไปแล้ว 1.50% รวมถึงการปรับเพิ่มขึ้นครั้งใหญ่ 0.75% ในเดือนที่แล้ว
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเกิดกลับทิศระหว่างอายุ 2 ปี กับ 10 ปี เมื่อเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2019 และเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเดือนมิ.ย.
การเกิดอัตราผลตอบแทนกลับทิศ ก่อนเศรษฐกิจถดถอยในแต่ละครั้ง นับตั้งแต่ปี 1955 ตามมาด้วยเศรษฐกิจถดถอยกินระยะเวลา 6-24 เดือน แต่นับตั้งแต่ปี 1900 เกิดขึ้น 28 ครั้ง ตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอย 22 ครั้ง
สำหรับภาวะเศรษฐกิจถดถอย 6 ครั้งหลังสุด เกิดขึ้นหลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกลับทิศ จะเริ่มภายใน 6 เดือน ถึง 36 เดือน
ก่อนเดือนมี.ค.ในปี 2619 เกิดภาวะดังกล่าวเช่นกัน และเศรษฐกิจสหรัฐก็เข้าสู่ภาวะถดถอย ที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด
กระทบชีวิตแค่ไหน
การเพิ่มดอกเบี้ยเป็นอาวุธสำคัญที่ธนาคารทั่วโลกใช้เพื่อต่อสู้เงินเฟ้อ แต่ก็กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย เนื่องจากทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นทั่วระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ดอกเบี้ยบ้าน บัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ หรือ ต้นทุนธุรกิจ ซึ่งในที่สุดแล้วก็กระทบต่อผู้บริโภคและรายได้ภาคธุรกิจ
เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้น ธนาคารก็จะระดมเงินด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ และปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยสูง แต่เมื่ออัตราผลตอบแทนลดลง ส่วนต่างดอกเบี้ยจะลดลง บรรดาธนาคารก็จะไม่ค่อยอยากจะปล่อยกู้ ทำให้เศรษฐกิจเกิดภาวะ "ฝืดเคือง" จนธนาคารกลางต้องลดดอกเบี้ยกระตุ้นอีกครั้ง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB