ผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล หนุนพื้นที่เศรษฐกิจ EEC พร้อมปั้นเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ
ที่ประชุม กพอ. รับทราบผลการศึกษา การผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลในพื้นที่มาบตะพุด เมืองพัทยา สร้างความมั่นใจกับนักลงทุน พร้อมรับทราบการพัฒนาโดรนรองรับขนส่งสินค้า คนในอนาคต
นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก แถลงภายหลัง การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 3/2565 ว่าที่ประชุมรับทราบผลการศึกษา การผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เพื่อสร้างความมั่นใจกับนักลงทุนว่าจะมีน้ำใช้เพียงพอต่อภาคอุตสาหกรรม ที่เป็นการศึกษาร่วมกันระหว่าง สทนช.และ สถาบันขนส่งจุฬาฯ กำหนดพื้นที่เป้าหมาย 2 พื้นที่คือ นิคมมาบตาพุด และเมืองพัทยา ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่ขาดน้ำไม่ได้
ซึ่งจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะทำแผนการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อขับเคลื่อนการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล
ที่ประชุมรับทราบการพัฒนา ระบบนิเวศอากาศยานไร้คนขับในพื้นที่ ECC และ การพัฒนาโดรน ซึ่งได้รับการติดต่อจากหลายบริษัทที่ต้องการ ทำการบริการใช้โดรนประเทศไทย โดยได้จับมือกับบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย โดยจะร่วมกันจัดทำแผนในพื้นที่ ECC เป็นตัวอย่าง / การจัดการจราจรและบริการห้วงอากาศ / ผลักดันให้เกิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ EEC พร้อมลดขั้นตอนการประสานงานของหน่วยงาน / พร้อมฝึกอบรมนักบินโดรนอย่างเป็นระบบ ที่ต้องได้รับการรับรองจาก สำนักงานการบินพลเรือน / ให้บริการพัฒนาท่าอากาศยานในพื้นที่สนับสนุนการบริการเชิงพาณิชย์ ทั้งระบบขนส่งสินค้าและขนส่งคนในอนาคต ซึ่งให้เอกชนรับพื้นที่ไปก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2565 พร้อมกับโครงการ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
เอกชนปรับจีดีพีไทย 2.75% - 3.5% เงินเฟ้อกระทบครัวเรือน ธุรกิจ
ครม.ไฟเขียวลดภาษีนำเข้า “คาร์ซีท” จากต่างประเทศ 20 %
สำหรับมติที่ประชุม กพอ. ที่ได้สำคัญ อื่นๆ ได้แก่
อนุมัติร่างแผนแม่บทและแผนการดำเนินงานโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหญ่น่าอยู่อัจฉริยะ และให้เสนอคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ต่อไป พร้อมมอบหมายให้ สกพอ. จัดทำรายละเอียดการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อกิจการพิเศษโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ เพื่อเสนอ กบอ. และ พพอ. เพื่อพิจารณาต่อไป
สำหรับร่างแผนแม่บทโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยพื้นที่โครงการฯ ประมาณ 14,619 ไร่ ตั้งอยู่ในตำบลห้วยใหญ่ จังหวัดชลบุรี อยู่ในเขต สปก. ระยะเวลาพัฒนาโครงการ 10 ปี เงินลงทุนโครงการ ประมาณ 1.34 ล้านล้านบาท โครงการลงทุนประกอบด้วย ภาครัฐลงทุนเรื่องที่ดินและโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการส่วนกลาง โดยมีการแบ่งพื้นที่เป็นโซนเพื่อให้เอกชนหรือรัฐวิสาหกิจเช่าที่ดินหรือร่วมลงทุนหรือลงทุนในกิจการด้านระบบสาธารณูปโภค หรือเอกชนเช่าพื้นที่ลงทุนด้านพื้นที่พาณิชย์
ประโยชน์ที่จะได้รับจากการสร้างเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะของ EEC คือ
สามารถรองรับประชากรได้ 350,000 คน ภายในปี 2575 รวมทั้งสร้างงานทางตรงไม่น้อยกว่า 200,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2575 และมีมูลค่าการจ้างงานกว่า 1.2 ล้านล้านบาท มีธุรกิจและบริการมาตรฐานสากล มีวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) ประมาณ 150-300 กิจการ อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ดี ปลอดภัย สะดวกสบาย มีระบบโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมต่อระบบโครงข่ายคมนาคมอัจฉริยะที่สะดวกรวดเร็ว มีระบบสาธารณูปโภค และสาธารณูปการที่ครบถ้วน ตลอดจนเกิดประโยชน์กับประเทศไทยโดยรวม และจะมีเมืองรองที่ทันสมัย มีเมืองใหม่แห่งอนาคต เป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองเน้นความน่าอยู่ กระตุ้นการขยายตัว GDP เพิ่มขึ้นประมาณ 2 ล้านล้านบาท ภายใน 10 ปี สินทรัพย์ที่โอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของรัฐเมื่อสิ้นสุดสัญญา 50 ปี จะมีมูลค่าเพิ่มประมาณ 5 เท่า
นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติรับทราบการดำเนินงานในเรื่องที่สำคัญ ดังนี้
รับทราบความก้าวหน้าภารกิจขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานหลัก ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุุนรัฐ-เอกชน (PPP) 4 โครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้าก่อสร้างแล้วทุกโครงการ อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ 1) โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน 2) โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 3) โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และ 4) โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ทั้งนี้ EEC พร้อมผลักดันทุกโครงการดำเนินการลงทุนได้ตามแผน และทำหน้าที่ประสานความร่วมมือหน่วยงานเจ้าของโครงการ และเอกชนคู่สัญญา ให้การก่อสร้างทุกโครงการ เสร็จตามแผน เพื่อประโยชน์ประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ
รับทราบการยกระดับบริการด้านยีนบำบัด (Gene therapy) สำหรับโรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) ซึ่งเป็นโรคโลหิตจางทางกรรมพันธุ์ที่พบได้บ่อยในคนไทยและมีค่าใช้จ่ายสูงในการดูแลต่อเนื่อง เป็นภาระของผู้ปกครอง ครอบครัว และประเทศ ทั้งนี้ เพื่อให้การใช้เทคโนโลยี ยีนบำบัดโรคธาลัสซีเมียมีต้นทุนที่เหมาะสม และประชาชนไทยสามารถเข้าถึงได้ ซึ่ง สกพอ. จะทำงานร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการวิจัยพัฒนาและผลิตยีนบำบัดในไทย และจะเตรียมพื้นที่สำหรับบริษัทที่ประสงค์จะลงทุนก่อสร้างศูนย์ผลิตอีกด้วย
รับทราบความก้าวหน้าเรื่อง จีโนมิกส์ (Genomics) ซึ่ง สกพอ. ได้ร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และบริษัท โรช ประเทศไทย จำกัด (Roche) จัดตั้งศูนย์ทดสอบระดับสากลสำหรับ “การตรวจยีนมะเร็งแบบครอบคลุม” และศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ รักษาผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิด non small cell ระยะลุกลามด้วยการแพทย์แม่นยำ ช่วยให้คนไทยได้เข้าถึงการรักษาที่แม่นยำ ลดอัตราการสูญเสียจากโรคมะเร็ง คนไทยได้เข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีด้านการแพทย์ชั้นสูง และยกระดับบริการด้านสาธารณสุขได้อย่างยั่งยืน
รับทราบการพัฒนาระบบนิเวศอากาศยานไร้คนขับ (UAS Ecosystem) หรือ “โดรน” ในพื้นที่อีอีซี โดยบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) ได้จัดทำแนวทางการพัฒนาที่จะเกิดการใช้ประโยชน์ครบมิติ อาทิ ด้านการเกษตร การถ่ายภาพ การขนส่งสินค้าและคน การสำรวจความปลอดภัย อีกทั้งจะขยายศักยภาพต่อยอดในด้านอื่น ๆ โดยประเทศไทย คาดว่าจะมีการใช้โดรนมากถึง 700,000 ลำ ในเวลา 5 ปี และกว่า 80% จะใช้งานในพื้นที่อีอีซี ซึ่งจะสร้างประโยชน์ และพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตามแนวคิดการสร้างเมืองการบิน (Aerotropolis) เชื่อมโยงระบบคมนาคมโครงสร้างพื้นฐานหลัก เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขนส่ง ลดต้นทุน ลดเวลา รวมทั้งต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมการผลิต และการแพทย์ครบวงจร เพื่อยกระดับการให้บริการและร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่ New S Curve ในพื้นที่อีอีซี
กสิกรลุย"เทคโนโลยี" ทุ่ม 3 หมื่นล้าน คาดปิด 2-5 ดีลซื้อกิจการในหนึ่งปี
จ่อพิจารณาอย่างเหมาะสม หากเอกชน "ขอขึ้นราคาอาหารสัตว์"
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB