ราคาน้ำมันดิบ "ฟื้นตัว" หลังซาอุฯจ่อหั่นกำลังการผลิต
ราคาน้ำมันดิบฟื้นเล็กน้อย หลังร่วงลงต่อเนื่อง จากซาอุฯเตรียมหั่นกำลังการผลิต ท่ามกลางความกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ยฉุดเศรษฐกิจถดถอย และอิหร่านกลับส่งออก
ราคาน้ำมันในตลาดโลกฟื้นตัวช่วงท้ายตลาดวันจันทร์ เมื่อซาอุดิอาระเบีย เตือนว่ากลุ่มโอเปกพลัสอาจจะลดกำลังการผลิต เพื่อพยุงราคาน้ำมัน หากข้อตกลงนิวเคลียร์ทำให้อิหร่านกลับมาส่งออกอีกครั้ง
นเำมันดิบเบรนท์ ทรงตัวที่ระดับ 96.48 ดอลลาร์/บาร์เรล ลดลง 24 เซ็นต์ หรือ 0.25% โดยระหว่างการซื้อขายร่วงลงไปถึง 4.5% ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ลดลง 54 เซ็นต์ หรือ 0.6% อยู่ที่ 90.23 ดอลลาร์/บาร์เรล
การเคลื่อนไหวราคาน้ำมันดิบในรอบ 15 วัน
ราคาน้ำมันฟื้นเล็กน้อย มาจากความเห็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานซาอุดิอาระเบีย ที่ระบุว่ากลุ่มโอเปกพลัสมีข้อผูกพัและวิธีการเพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันร่วงลง รวมถึงการลดกำลังการผลิตในช่วงเวลาไหนก็ได้ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน
ด้านหน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT รายงานว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในสัปดาห์ล่าสุด ลดลงกว่า 2-3 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยนักลงทุนวิตกต่อนโยบายการเงินที่เข้มงวด อาจทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และถดถอย กดดันอุปสงค์พลังงาน
บันทึกการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (Federal Open Market Committee: FOMC) ล่าสุด (26-27 ก.ค. 65) ตอกย้ำว่า FOMC มีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไป วันที่ 20-21 ก.ย. 65 โดยผู้ร่วมประชุมเน้นว่าการชะลออุปสงค์มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยควบคุมเงินเฟ้อ แม้จะยังมีความเห็นต่างในรายละเอียด อาทิ "ระดับดอกเบี้ย" และ "ระยะเวลา" ที่เหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจเปลี่ยนพฤติกรรม ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุน (Fund Flow) ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) เพิ่มขึ้น 0.61% อยู่ที่ 108.13 จุด สูงสุดในรอบ 5 สัปดาห์ ขณะที่ค่าเงินยูโร ลดลง 0.54% อยู่ที่ 1.0033 ดอลลาร์ต่อยูโร อ่อนค่าที่สุดตั้งแต่ 15 ก.ค. 65
ด้านปัจจัยพื้นฐานนักวิเคราะห์ FGE คาดการณ์อุปทานน้ำมันโลกมีแนวโน้มตึงตัวจนถึงปลายปีนี้ เนื่องจากสหภาพยุโรป (European Union: EU) ต้องจัดหาน้ำมันดิบด้วยเรือขนส่งทางทะเล (Seaborne) จากแหล่งต่าง ๆ นอกเหนือจากรัสเซีย ปริมาณรวม 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันดิบรัสเซียของ EU จะเริ่มต้นในวันที่ 5 ธ.ค. 65
ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงลบ
- สำนักสถิติแห่งชาติของจีนรายงานปริมาณการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่น (Crude Throughput) ในเดือน ก.ค. 65 ลดลง 8.8% จากปีก่อน อยู่ที่ 12.53 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำสุดตั้งแต่ มี.ค. 63
- EIA ของสหรัฐฯ รายงานปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบ ในสัปดาห์สิ้นสุด 12 ส.ค. 65 อยู่ที่ระดับ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และคาดการณ์ปริมาณการผลิต Shale Oil จาก 7 แหล่งผลิตใหญ่ ในเดือน ก.ย. 65 จะเพิ่มขึ้น 141,000 บาร์เรลต่อวัน จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 9.05 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงสุดตั้งแต่ มี.ค. 63
- การเจรจารื้อฟื้นข้อตกลงนิวเคลียร์ (Joint Comprehensive Plan of Action: JCPOA) มีความคืบหน้า หากอิหร่านและสหรัฐฯ ยอมรับข้อเสนอจาก EU ซึ่งจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ทำให้อุปทานน้ำมันเพิ่มขึ้น ทั้งนี้อิหร่านมีประเด็นเรียกร้องให้สหรัฐฯ รับรองว่าจะไม่ถอนตัวจาก JCPOA อีกในอนาคต
ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงบวก
- Gazprom รัฐวิสาหกิจก๊าซธรรมชาติของรัสเซียประกาศหยุดดำเนินการท่อก๊าซฯ Nord Stream 1 (กำลังการขนส่ง 167 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน) เพื่อซ่อมบำรุงฉุกเฉินสถานีเพิ่มแรงดัน ในช่วง 31 ส.ค.- 2 ก.ย. 65 และหากเสร็จสิ้น จะกลับมาส่งก๊าซฯ ในอัตราเดิม ที่ 33 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือ 20% ของกำลังการขนส่ง
- นักลงทุนคาด “เฟด” รุกขึ้นดอกเบี้ยแรง 0.75% กดดันตลาดหุ้นทั่วโลก
เปิดโปรแกรม "วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย" ลุยศึก เอวีซี คัพ 2022
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB