“สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล” รายย่อยเข้าถึงได้น้อย เปิด 4 โจทย์ใหญ่ผู้ประกอบการไทย
ตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล ของ ธปท. ยังคงเผชิญความท้าทายจำนวนมาก ทั้งปัจจัยเศรษฐกิจ และการเข้าถึงบริการสินเชื่อ ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องพัฒนาอีกมาก เพื่อให้ผู้บริโภครายย่อยสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น
ผลสำรวจการเข้าถึงบริการทางการเงินภาคครัวเรือนของธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2563 พบว่า มีครัวเรือนไทยที่เข้าใช้บริการสินเชื่อของสถาบันการเงินในระบบเพียง 6.7 ล้านครัวเรือน หรือ 30.5% มีครัวเรือนไทยที่จำเป็นต้องใช้บริการสินเชื่อนอกระบบอยู่ 1.7% และสินเชื่อกึ่งในระบบอีก 13.3%
โดยยังมีครัวเรือนไทยราว 5% ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสินเชื่อ สะท้อนว่าไทยยังต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการสินเชื่อที่ตอบโจทย์ความต้องการ สามารถเอื้อให้ผู้บริโภครายย่อยสามารถเข้าถึง และเข้าใช้บริการสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น
สำหรับ สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (Digital Personal Loan) เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์และบริการ ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งถูกคาดหวังว่าจะสามารถช่วยเพิ่มอัตราการเข้าถึงและอัตราการใช้บริการสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทางธนาคารพาณิชย์ต้องการขยายฐานลูกค้าเพื่อให้บริการสินเชื่อรายย่อยเป็นทุนเดิม เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ รับจ้างทั่วไป ค้าขาย เป็นต้น เนื่องจากมีจุดเด่นด้านการประยุกต์ใช้ข้อมูลทางเลือกในรูปแบบดิจิทัล มาใช้ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ และประเมินความสามารถหรือความเต็มใจที่จะชำระหนี้ เช่น ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อขายสินค้าออนไลน์ การชำระบิลค่าสินค้าและบริการ รวมถึงค่าสาธารณูปโภคต่า งๆ เป็นต้น
"เศรษฐกิจฟื้น-เงินเฟ้อพุ่ง" คาดธปท.ขึ้นดอกเบี้ยรวดถึงปีหน้า 5 ครั้ง
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2565 การทำการตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล ตามนิยามของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ใช้ข้อมูลทางเลือกในการพิจารณาสินเชื่อ ยังคงทยอยเติบโตมากกว่า เนื่องจากมียอดคงค้างที่ไม่สูงมากนัก ประมาณ 7,920 – 8,500 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1% ของยอดคงค้างของสินเชื่อส่วนบุคคลทั้งระบบ เพราะมีระยะเวลาการชำระคืนที่สั้น
ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ประกอบการยังอยู่ในช่วงทดลองตลาด แม้ว่ากลุ่มลูกค้ารายย่อยเป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการทั้ง Bank และ Non-bank ต่างมุ่งหวังเข้าถึงเพื่อให้บริการ แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวดี ประกอบกับปัญหาค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น สวนทางกับรายได้ที่ยังคงเท่าเดิมหรือลดลงจากผลกระทบโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา จึงอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการผิดชำระหนี้ในระดับสูง ผู้ประกอบการจึงอาจเริ่มต้นด้วยการให้วงเงินที่ไม่สูงมากนัก เพื่อหวังเก็บประวัติหรือพฤติกรรมการชำระเงินและต่อยอดสู่การให้บริการในวงเงินที่สูงขึ้น หรือการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินในรูปแบบที่เหมาะสมต่อไป
สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลยังถือว่าอยู่ในช่วงของการเรียนรู้เพื่อเติบโต โดยผู้ประกอบการยังมีโจทย์สำคัญที่ท้าทายอีกหลายด้าน ดังนี้
- การเพิ่มประสิทธิภาพในการประยุกต์ใช้ และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจสอบความมีตัวตนและเข้าใจพฤติกรรมที่แท้จริงของลูกค้า เนื่องด้วยเป้าหมายของการให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลผ่านช่องทางดิจิทัล คือ เข้าถึงกลุ่มลูกค้ารายย่อย Unserved และ Underserved ซึ่งอาจมีข้อมูลด้านรายได้ที่ไม่ชัดเจน รวมถึงยังคงต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านการเข้าถึงข้อมูลเครดิตของลูกค้ารายย่อย
โดยเฉพาะการกู้ยืมเงินกับผู้ประกอบการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน รวมถึงการกู้ยืมเงินนอกระบบ ซึ่งหากมีข้อมูลไม่มากพอสำหรับการตรวจสอบตัวตน อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์และประเมินระดับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจมีความเสี่ยงที่ต้องเผชิญกับกลโกงของผู้กู้ที่อาจถูกชักจูงจากมือที่สามซึ่งอาศัยช่องโหว่ของการตรวจสอบข้อมูลบนช่องทางดิจิทัลให้ยากต่อการติดต่อและติดตามหนี้
- การทำให้เกิดระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่พร้อม เพื่อการได้มาซึ่งข้อมูลลูกค้าที่สมบูรณ์มากขึ้น ทำให้ประเมินความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และสร้างแรงจูงใจในการชำระหนี้
หากผู้ประกอบการให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลมีการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์อื่น ๆ เป็นของตัวเอง นอกเหนือจากการให้บริการด้านการเงิน ย่อมมีข้อได้เปรียบด้านข้อมูลทางเลือกของลูกค้า ส่งผลให้สามารถตรวจสอบความมีตัวตน หรือสามารถทำความเข้าใจ รู้จักตัวตนที่แท้จริงของลูกค้าได้ดีขึ้นจากการศึกษาพฤติกรรมหรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแพลตฟอร์มออนไลน์ การให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลแก่ลูกค้าที่มีตัวตนผ่านการทำกิจกรรม หรือธุรกรรมในแพลตฟอร์มออนไลน์ดังกล่าว ย่อมมีส่วนสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเกิดแรงจูงใจที่จะชำระหนี้มากขึ้น ผ่านเงื่อนไขของการให้บริการบนแพลตฟอร์มนั้น
อย่างไรก็ตามการลงทุนเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าอาจ เป็นสิ่งสำคัญจำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลในระยะยาว ซึ่งอาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงในการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง AI และบุคลากรในส่วนของการวิเคราะห์ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data analytics) ในช่วงแรกของการดำเนินธุรกิจ
- การติดตามหนี้ (Debt Collection) ที่มีประสิทธิภาพภายใต้ต้นทุนที่ไม่สูงมากจนเกินไป
เป็นโจทย์สำคัญอีกประการหนึ่งที่จะสามารถชี้วัดความสำเร็จของการให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล แม้ว่าในช่วงแรก ผู้ประกอบการธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลอาจมีประเด็นด้านหนี้ด้อยคุณภาพที่ต้องติดตามใกล้ชิดจากการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่มีความเสี่ยงสูง ภายใต้การใช้ฐานข้อมูลทางเลือกที่ไม่ใช่รายได้ แต่การติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพก็น่าจะเป็นการลดความเสี่ยงจากการเกิดหนี้ด้อยคุณภาพได้เช่นกัน
ทั้งนี้ การติดตามหนี้ในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลกับกลุ่มลูกค้ารายย่อยอาจมีข้อเสียเปรียบเชิงแข่งขัน เมื่อเทียบกับการจัดเก็บหนี้ส่วนบุคคลแบบดั้งเดิมของกลุ่มผู้ประกอบการ Non-bank ที่มีสาขาตามท้องถิ่นต่าง ๆ ที่มีความคุ้นเคยกับพื้นที่และตัวลูกหนี้มากกว่า ทำให้สามารถติดตามตัวลูกค้าเพื่อให้มาชำระหนี้ได้ง่ายกว่า เป็นต้น
อย่างไรก็ดี การออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลที่มีเงื่อนไขเหมาะสมกับลูกค้าเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย ย่อมส่งผลดีต่อเนื่องไปสู่การจัดเก็บหนี้ที่ประสบผลสำเร็จ
- การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากผู้เล่นกลุ่ม Non-bank เข้ามาในตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่มีความพร้อมด้านฐานข้อมูลลูกค้า
ทั้งกลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคม ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง e-Market place, Food delivery รวมถึงกลุ่มผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) ที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคเป็นทุนเดิม ทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้มักมีความพร้อมในด้านข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า และสามารถทำเข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น จากข้อมูลเรทติ้ง หรือคะแนนความนิยมของร้านค้าที่สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างรายได้ในอนาคต ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ในราคาสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนถึงรสนิยม และกำลังซื้อหรือรายได้ที่อาจจะอยู่ในระดับสูง ข้อมูลจำนวนแอปพลิเคชั่นกู้ยืมเงินในโทรศัพท์ อาจสะท้อนถึงความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้ในอนาคต เป็นต้น
ซึ่งข้อมูลทางเลือกต่างๆ ดังกล่าว น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปประยุกต์ใช้สำหรับการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ รวมถึงการออกแบบโมเดล Credit scoring และ Behavior scoring ที่แม่นยำมากขึ้น และนำไปสู่ความได้เปรียบเชิงแข่งขัน โดยเฉพาะในส่วนของการคิดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เมื่อเทียบกับสถาบันการเงินอย่างธนาคารพาณิชย์ที่มักมีข้อมูลในด้านรายได้เป็นหลัก
นอกจากนี้ ภาพการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นอีกส่วนหนึ่งในอนาคต อาจมาจากแนวทางการให้ใบอนุญาต Virtual bank หรือธนาคารพาณิชย์แบบไร้สาขาที่ดำเนินธุรกิจบนช่องทางดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในการให้บริการคือสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล โดยน่าจะทำให้มีผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้น และอาจเห็นภาพของพันธมิตรทางธุรกิจที่เคยแบ่งปันข้อมูลลูกค้าหรือโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีดิจิทัลระหว่างกันกลายมาเป็นคู่แข่งในตลาดอย่างสมบูรณ์ในระยะข้างหน้าได้
แม้ว่าตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลจะเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการหลายราย ต้องการรุกทำการตลาดไปสู่กลุ่มลูกค้ารายย่อยให้มากที่สุด แต่ก็ยังคงต้องเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทายหลากหลายประการ โดยเฉพาะด้านการนำข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ในการตรวจสอบตัวตน ทำความรู้จักและเข้าใจในพฤติกรรมที่แท้จริงของลูกค้า เพื่อนำมาสู่การบริหารความเสี่ยง ต้นทุนการดำเนินการ ตลอดจนการพัฒนาโมเดลประเมินความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลจะสามารถเติบโตได้ในระยะข้างหน้า
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในช่วงระยะ 1-3 ปีจากนี้ ตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเรียนรู้ และอาจยังคงต้องอาศัยเวลาอีกระยะในการพัฒนาและปรับปรุงโมเดลประเมินความเสี่ยงจากการประยุกต์ใช้ข้อมูลทางเลือกใหม่ ๆ ที่หลากหลาย
พรุ่งนี้น้ำมันขึ้น! “โออาร์” ปรับเพิ่มเบนซิน 50 สต. ตามตลาดโลก ดีเซลคงเดิม
ฮอนด้า ลุยเปิด จยย.ไฟฟ้า 10 รุ่น ยืนยันผลิตเครื่องยนต์ใช้น้ำมันอยู่
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB