2 ล้านครัวเรือนเสี่ยง "หนี้หนัก" เกิน 10 ปี กว่าจะหลุดพ้น
ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ยังสูง ส่งผลทำให้ครัวเรือนไทยจำนวนมากยังคงมีความเปราะบางจากปัญหาหนี้สูง และยากที่จะหลุดพ้นในระยะอันใกล้นี้
ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ยังสูง ส่งผลทำให้ครัวเรือนไทยจำนวนมากยังคงมีความเปราะบางจากปัญหาหนี้สูง ซึ่งพบว่า ครัวเรือนเปราะบาง หรือ ครัวเรือนที่มีปัญหาหนี้สูง เมื่อเทียบรายได้และทรัพย์สิน มีถึง 2.1 ล้านครัวเรือน เพิ่มขึ้นจก 1.7 ล้านครัวเรือนในช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19 ปี 2019 โดยเพิ่มขึ้นถึง 24%
และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชนชั้นกลาง คือมีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่กลับมีความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ
จากการศึกษา EIC พบว่า การเป็นครัวเรือนเปราะบางทำให้มีโอกาสประสบปัญหารายได้ไม่พอใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% และครัวเรือนเปราะบางส่วนใหญ่ถึง 61.4% อยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงที่มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยที่ราว 3-6 หมื่นบาทต่อเดือน
สำหรับที่มาของรายได้ ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางจะมีสัดส่วนครัวเรือนที่มีรายได้หลักมาจากการทำธุรกิจและการทำการเกษตรสูงกว่ากลุ่มครัวเรือนอื่น ๆ ซึ่งมักมีความไม่แน่นอนของรายได้สูงกว่าเมื่อเทียบกับครัวเรือนที่มีรายได้หลักจากการเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือข้าราชการ ถือเป็นความท้าทายเพิ่มเติมในการบริหารจัดการหนี้
ขณะที่เชิงแหล่งที่อยู่ ครัวเรือนเปราะบางมีสัดส่วนอยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือสูงกว่า ขระเดียวกัน “ครัวเรือนเปราะบาง” ของไทยมีจำนวนและสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังวิกฤตโควิด-19 และรายได้ลดลง
หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาสสอง 14.76 ล้านล้านบาทโต 3.5%
กลุ่มเปราะบางที่กล่าวมามีโอกาสอย่างน้อย 30% ที่รายได้ไม่พอรายจ่าย
สาเหตุหลักมาจากการที่กลุ่มเปราะบางมีหนี้สูงเมื่อเทียบกับรายได้ รายจ่ายเพื่อการชำระหนี้จึงสูงตามไปด้วย รวมถึงการขาดวินัยทางการเงิน ที่ส่งผลให้เกิดทั้งความเปราะบางและปัญหาเงินไม่พอใช้
นอกจากนี้ในกลุ่มผู้ที่อาศัยในเขตเมือง กรุงเทพมหานคร อาจมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับรายจ่ายไม่จำเป็นซึ่งอาจมีผลทำให้เกิดปัญหาการใช้จ่าย รวมถึงการอาศัยอยู่ในเมืองหรือกรุงเทพฯ ซึ่งมีค่าครองชีพสูง
โดยกลุ่มที่ส่งผลให้แนวโน้มการมีปัญหาสูงขึ้น ได้แก่ การมีแหล่งรายได้ของครัวเรือนที่ผันผวนจากการที่ไม่ได้มีคนทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในครัวเรือนหรือมีคนทำงานในภาคเกษตร และการที่มีสัดส่วนการพึ่งพาในครัวเรือน (Dependency ratio) ที่สูง คือ มีจำนวนคนที่ไม่ได้ทำงาน (เช่น เด็ก คนชรา) สูง เมื่อเทียบกับจำนวนคนทำงานในครัวเรือนเดียวกัน
เมื่อถามว่าเมื่อไหร่ที่ครัวเรือนเปราะบางเหล่านี้จะหลุดพ้นจาก "วงจรหนี้"
ซึ่ง EIC ประเมินว่าอาจต้องใช้เวลาถึง 13 ปี โดยเฉลี่ย เพื่อแก้ปัยหาความเปราะบางนี้ เพราะบางครัวเรือนำเสี่ยงที่จะหลุดพ้นจากกว่าปกติ ด้วย 3 ข้อจำกัดคือ ไม่มีเงินเหลือเก็บ ขอสินเชื่อใหม่ยาก และครัวเรือนสูงอายุที่อาจมีข้อจำกัดด้านเวลาและความสามารถในการหารายได้
และท่ามกลางดอกเบี้ยขาขึ้นจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความเปราะบางสูงขึ้น แนวโน้มที่จะก่อหนี้เพิ่ม และทำให้ความเสี่ยงด้านหนี้เสียน่ากังวล
สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยเพิ่มขึ้นจาก 52.4% ในปี 2008 เป็น 90.1% ณ สิ้นปี 2021 หากเทียบกับสัดส่วนของต่างประเทศจะพบว่า ไทยมีแนวโน้มการเติบโตของหนี้ต่อรายได้ที่รวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงปี 2008-2014
และปัจจุบันสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยช่วงครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ 88.2% โดยคาดว่าสัดส่วนจะปรับลดลงอย่างช้า ๆ โดยจะอยู่ในช่วง 86-87% ต่อ GDP ณ สิ้นปี 2022 ซึ่งยังถือเป็นระดับที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ใกล้เคียงกัน
สิ่งที่น่ากังวลสำหรับสถานการณ์ความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนไทยในภาพรวม คือ ไม่ใช่ทุกครัวเรือนเปราะบางจะสามารถแก้ไขปัญหาได้โดยง่าย เพราะยังมีหลายข้อจำกัดที่สำคัญ ได้แก่ การไม่มีเงินเหลือเก็บ ซึ่งเป็นปัญหาของครัวเรือนสัดส่วนถึงประมาณ 61.2% ของกลุ่มเปราะบาง คนกลุ่มนี้จะไม่มีเงินเหลือไปใช้หนี้เดิม หรืออาจต้องก่อหนี้ก้อนใหม่มาเพื่อใช้หนี้เก่า เสี่ยงก่อให้เกิดปัญหาเพิ่มเติม ซึ่งสุดท้ายอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้เสีย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB