“กอบศักดิ์” เตือนจับตาวิกฤตเศรษฐกิจจีน กระทบฟันโฟลว์ในเอเชีย
ความเชื่อมั่นนักลงทุน ปรับตัวดีขึ้นอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” จากความชัดเจนจัดตั้งรัฐบาล “กอบศักดิ์” เตือนจับตาวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ในจีน ที่อาจกระทบเอเชียและไทยในครั้งหลังของปี 66
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือน ส.ค. 66 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 141.27 ปรับขึ้น 69.3% จากเดือนก่อนหน้า ทำให้อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” โดยนักลงทุนมองว่าความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว
สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์เศรษฐกิจจีน รองลงมาคือสถานการณ์การเมืองในประเทศในการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และ การประกาศจะจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า เมื่อปัญหาต่าง ๆ ภายในประเทศเริ่มคลี่คลายลง ก็จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นตลาดทุน และเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ก็จะปรับตัวดีขึ้นในระยะต่อไป
แต่ยังคงมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ในจีน ที่หลายฝ่ายกำลังจับตามอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สะสมมานานราว 30 ปี และรัฐบาลจีนก็กำลังต่อสู้กับปัญหาดังกล่าว ด้วยการไม่ให้ความช่วยเหลือภาคเอกชน เช่น การล้มลายของ เอเวอร์แกรนด์ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ในจีน ที่ได้ส่งผลกระทบลุกลามกับอีกหลาย ๆ บริษัท ซึ่งทางการจีนเลือกที่จะไม่เขาแทรกแซงปัญหา และให้เอกชนแบกรับความเสียหายดังกล่าว
ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อ Sentiment ต่าง ๆ โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 66 ตลาดหุ้นฮ่องกง ปรับตัวลงลึกมาที่สุดในโลก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นในจีน และระยะต่อไปอาจจะกระทบในเอเชีย รวมถึงไทย แม้จะได้ปัจจัยลงจากการจัดตั้งรัฐบาล
“ตอนนี้เมืองจีนกำลังเป็นปัจจัยที่กระทบกับการลงทุน ฟันโฟลว์ เข้ามาสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) และก็มาสู่เอเชีย ต้องจับตามองว่าช่วงครึ่งหลังของปีเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยผมคิดว่าน่าจะมั่นคงมากขึ้นเรื่อย ๆ ”
ขณะที่ นโยบายและทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งต้องรอดูว่าการผสานนโยบายของแต่ละพรรคร่วมรัฐบาลจะเป็นอย่างไร และในส่วนตัวนโยบายก็ต้องรอรัฐบาลแถลง โดยมีทั้ง เรื่องการท่องเที่ยว ชุมชน ภาคเกษตร การทำแมชชิ่งฟันด์ (เงินกู้พิเศษ) ของสตาร์ทอัพ การยกเลิกปรับปรุงกฎหมายที่ไม่จำเป็น การกระจายอำนาจ และการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงสั้น ๆ
โดยต้องรอดูว่ารัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายส่วนไหนเป็นหลัก เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด คาดเหลืออยู่ประมาณ 1-2 แสนล้านบาท
ส่วนมาตรการฟรีวีซ่า มองว่ามาได้ถูกจังหวะเวลา เพราะนักท่องเที่ยวจีนที่จะมาไทย มักบ่นกันว่ามีปัญหาเรื่องวีซ่า ดังนั้นหากชาวจีนเข้าไทยได้โดยไม่ต้องมีวีซ่าชั่วคราว ถือเป็นการแก้ปัญหาที่รวดเร็วและตรงจุด จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีได้ ในระหว่างที่รัฐบาลรองบประมาณขับเคลื่อนนโยบายในปีหน้า
นอกจากนี้ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย จะรวบรวมข้อเสนอจากตลาดทุนและสมาคมต่าง ๆ ที่เป็นพันธมิตร เข้าหารือกับรัฐบาล เช่น การส่งเสริมการลงทุนระยะยาวของนักลงทุน บทบาทของตลาดทุนในการช่วยเหลือรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การช่วยเหลือพัฒนาเอสเอ็มอี ชุมชนต่าง ๆ และสิ่งแวดล้อมร่วมกับรัฐบาล เป็นต้น
สำหรับเรื่องอัตราเงินเฟ้อของไทย ดร.กอบศักดิ์ มองว่า ตอนนี้เงินเฟ้ออยูในระดับต่ำกว่าเป้าหมาย 1-3% ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว ดังนั้นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ธปท.คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นสูงอีกเพื่อจัดการเงินเฟ้อ หรือหากจะปรับขึ้นก็เป็นการปรับขึ้นให้เป็นกลางมากขึ้น เพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว ส่วนตัวคาดว่า ธปท.อาจะปรับขึ้นอีก 1 ครั้ง หรือ คงอัตราดอกเบี้ยที่สูงที่สุดในรอบ 9 ปี และเข้าสู่ภาวะเป็นกลาง (Neutral rate)
โปรแกรมวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย AVC 2023 ไทย พบ จีน รอบชิงชนะเลิศ
ประกาศฉบับที่ 21 เตือน! 34 จังหวัด “ฝนตกหนักถึงหนักมาก”
ออกหมายจับ "อิทธิพล คุณปลื้ม" คดีออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารมิชอบ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB