BKD ลงสนามบ้านผู้สูงอายุ ตอบรับเทรนด์ขยายตัวแรงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
BKD ลงสนามบ้านผู้สูงอายุ ตอบรับเทรนด์ขยายตัวแรงในอนาคต ซึ่งประชากรผู้มีอายุเกินกว่า 60 ปี จะมีสัดส่วนมากกว่า 20.0% ของประชากรไทย
โครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุทั่วประเทศ ปี 2566 นี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่จะสร้างฐานข้อมูลที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุให้กับภาครัฐ เอกชน
โดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ มองว่าไทยที่กำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในอีก 1 – 2 ปีข้างหน้า ซึ่งหมายถึงประชากรผู้มีอายุเกินกว่า 60 ปี จะมีสัดส่วนมากกว่า 20.0% ของประชากรไทยทั้งหมด และคาดการณ์ว่าประชากรผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยจะมีสัดส่วนถึง 28.0% ในปี 2578
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ให้ข้อสังเกตว่า แม้ว่าโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในปัจจุบันมีการขยายตัวขึ้นอย่างมากในช่วง 5 – 6 ปีที่ผ่านมา แต่ที่อยู่อาศัยที่พัฒนาขึ้นกระจุกตัวในบางพื้นที่ ยังไม่ได้กระจายตัวไปครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ทำให้ไม่สามารถมีที่อยู่อาศัยที่รองรับกลุ่มผู้สูงอายุได้อย่างทั่วถึง และในภาพรวมก็ยังมีจำนวนไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความต้องการในปัจจุบัน
เจาะธุรกิจ One Stop Service บ้านผู้สูงอายุ
จากโอกาสตรงจุดนี้เอง บมจ. บางกอก เดค-คอน (BKD) ร่วมกับ บมจ. เจเอเอส แอสเซ็ท หรือ J และ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย หรือ SINGER โดย บมจ.เอส จี แคปปิตอล หรือ SGC ต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อผู้สูงอายุแบบครบวงจร พร้อมให้บริการตกแต่งห้องเพื่อผู้สูงอายุ ภายใต้แบรนด์ JBS - Senior Smart Living ชูคอนเซ็ปต์ "ปรับบ้าน สร้างสุข เพื่อผู้สูงวัยและครอบครัว"
นายนิธิวัชร์ ทิพย์อัครยอด ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรม บมจ. บางกอก เดค-คอน (BKD) เล่าให้ พีพีทีวี เอชดี 36 ฟังว่า เล็งเห็นถึงโอกาสนี้ในการเข้าไปรุกธุรกิจบริการตกแต่งห้องเพื่อผู้สูงอายุ ซึ่ง JBS - Senior Smart Living เป็นสิ่งที่ One Stop Service ที่สุด ตั้งแต่ให้คำปรึกษา ออกแบบ ตกแต่งภายใน ไปจนถึงการให้สินเชื่อ
โดย BKD ซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการออกแบบมายาวนาน เข้าใจความต้องการของลูกค้าและรู้ถึงอุปสรรคต่างๆ ตัดสินใจลงสนามตั้งแต่ให้คำปรึกษา ออกแบบ ไปจนถึงตกแต่งภายใน ด้วยฟังก์ชันต่างๆ ตอบโจทย์บ้านผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งแบบบ้านส่วนตัว และ แบบโครงการบ้านเพื่อผู้สูงอายุ
จุดเด่นคือความเป็นโมดูลาร์ และ นวัตกรรม "พรีแฟบ"
เมื่อมาดูถึงนวัตกรรมที่ทำให้ BKD โดดเด่น คือการใช้ โมดูลาร์ ซึ่งจะอยู่ในหมวดย่อยของ พรีแฟบ คือควบคุมการออกแบบและผลิตชิ้นส่วนภายในตั้งแต่ในโรงงาน มีความแข็งแรง ดูแลรักษาง่าย ดีไซน์หลากหลาย ซึ่งไม่ใช่แค่บ้านเปล่า แต่ได้ดีไซน์ภายในที่ตอบโจทย์ด้วย ต้นทุนต่ำ จับต้องได้ และรวดเร็วในการผลิต ที่สำคัญคือปรับเปลี่ยนไปได้ตามยุคสมัย ไม่ว่าบ้านจะถูกดีไซน์ออกมาเป็นอย่างไร เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ หรือ วัยกลางคนที่เตรียมตัวไว้ก่อน
แปลงบ้านที่ผู้อายุคุ้นชินอยู่แล้วไม่อยากเปลี่ยนแต่นวัตกรรมนี้ใช้ได้กับบ้านทุกหลัง การออกแบบเป็นมาตรฐาน เช่น ความสูงของฝ้า เป็น Mass Production ราคาจับต้องได้ เข้าถึงได้ ราคาเริ่มต้น 50,000 บาท
อย่างไรก็ตาม นิธิวัชร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ผู้สูงอายุชอบ คือ สิ่งที่ตัวเองคุ้นเคย ต้องทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนน้อยที่สุด ให้รู้สึกว่าอยู่ในบ้านหลังเดิม ทุกอย่างที่คุ้นเคยเหมือนเดิม เหมือนไม่โดนบังคับเปลี่ยน แต่ BKD ทำให้รู้สึกว่าชีวิตในบ้านปลอดภัยมากขึ้น
สำหรับ โครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในปัจจุบัน 758 แห่ง รองรับผู้สูงอายุได้รวม 19,490 คน มีอัตราการเข้าพัก 69.3% ซึ่งพบว่าเป็น
- ประเภทเนิร์สซิ่งโฮม หรือ สถานบริบาลผู้สูงอายุ จำนวนถึง 708 แห่ง รองรับได้รวม 15,324 คนหรือ ร้อยละ 78.6% มีอัตราการเข้าพัก 63.7%
- ประเภท Residential หรือที่อยู่อาศัยซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงอายุแต่ยังสามารถดูแลตัวเองได้ ออกแบบโดยใช้หลักการ Universal Design จำนวน 19 แห่ง รองรับได้รวม 1,328 คน เช่น สวางคนิเวศ สภากาชาดไทย, โครงการเวลเนสซิตี้ และบุศยานิเวศน์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น มีอัตราการเข้าพัก 73.0%
- ประเภท สถานสงเคราะห์/มูลนิธิ 26 แห่ง รองรับได้รวม 2,681 คน มีอัตราการเข้าพัก 100.0% (4) ประเภท โรงพยาบาล จำนวน 4 แห่ง รองรับได้รวม 155 คน และมีเข้าพัก 53.5% และประเภท Day Care จำนวน 1 แห่ง
ลักษณะโครงการ พบว่า ส่วนใหญ่มีการใช้อาคารที่มีลักษณะอาคารแบบบ้านเดี่ยว เป็นสัดส่วน 56.6%
สำหรับการเติบโตของเนิร์สซิ่งโฮมมีการเติบโตอย่างมากในช่วง 5 – 6 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยปีละ 25.1% ในช่วงปี 2561–2566 และ คาดการณ์ว่า จะมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยปีละ 30.5%
ในระหว่างปี 2567-2571 ด้วยขนาดธุรกิจไม่น้อยกว่า 9.5 พันล้านบาทใน พ.ศ. 2571 และในช่วงปี 2572-2576 คาดว่าจะมีอัตราการขายตัวเฉลี่ยปีละ 15.0% และมูลค่าไม่น้อยกว่า 1.92 หมื่นล้านบาทในปี 2576
และมีแนวโน้มจะเกิดการพัฒนาไปเป็นรูปแบบใหม่ ๆ ในลักษณะธุรกิจแฟรนไชส์ ที่ผู้ประกอบการธุรกิจเนิร์สซิ่งโฮมอาจจะร่วมมือกับผู้ประกอบการโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่นอยู่ เช่น ห้องชุด บ้านแนวราบ โรงแรม รีสอร์ท โดยปรับพื้นที่บางส่วนในโครงการให้เป็นเนิร์สซิ่งโฮม ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มผู้ซื้อที่กำลังวางแผนสำหรับการเข้าสู่วัยเกษียณ หรือ กลุ่มบุตรหลานที่ต้องการหาที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ใหญ่ในบ้านที่กำลังจะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุหรือกำลังอยู่ในวัยผู้สูงอายุ แทนที่จะนำหน่วยที่เหลือขายไปหารายได้จากการให้เช่าเป็นห้องพักอาศัยแบบทั่วไปเท่านั้น
แนะกลุ่มผู้ประกอบการจับกลุ่มที่ต้องการปรับปรุงที่อยู่อาศัยเดิม
นอกจากนี้ กลุ่มผู้สูงอายุอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจ คือ กลุ่มที่ต้องการปรับปรุงที่อยู่อาศัยเดิม นับเป็นกลุ่มที่สำคัญในยุคสัดส่วนของผู้สูงอายุกำลังจะเพิ่มจาก 20% ในปัจจุบันเป็นเกือบ 30% อีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า
ดังจะเห็นได้ว่า ตัวเลขขั้นต่ำที่เป้าหมายในแผนการปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุของกรมกิจการผู้สูงอายุมีจำนวนมากกว่า 400,000 หลัง ในช่วงปี 2567-2579
แต่ยังไม่ได้นับรวมการปรับปรุงที่อยู่อาศัยเดิมของบุคคลทั่วไป และการปรับปรุงอาคารให้เป็นเนิร์สซิ่งโฮม ซึ่งนับรวมกันทั้งหมดก็จะมีปริมาณมาก
สะท้อนให้เห็นโอกาสของตลาดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างที่อาจมีการขยายตัวอีกมาก
ที่มา : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB