แจงกระแสผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ร่อนหนังสือเตือนดิจิทัลวอลเล็ต ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
"จุลพันธ์" แจงกระแสผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ร่อนหนังสือเตือนดิจิทัลวอลเล็ต ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ยันไม่มีพูดถึงเรื่องวินัยการเงินการคลัง
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงกรณีที่มีกระแสว่า การประชุม คณะกรรมการนโยบาย โครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลเล็ต ที่มีการประชุมเมื่อวานนี้ (15 ก.ค. 67) นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ไม่ได้เข้าร่วมการประชุม แต่ได้มอบหมายให้รองผู้ว่าการฯ เข้าร่วมประชุมแทน และมีหนังสือแสดงความเป็นห่วง ของการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะการใช้งบประมาณ แม้จะมีการปรับลด วงเงินลงมาเหลือ 450,000 ล้านบาท แต่ยังต้องคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง
นายจุลพันธ์ ชี้แจงว่า กระแสข่าวที่ออกไปไม่ได้ตรงกับในที่ประชุม ซึ่งเมื่อวานนี้ ผู้ว่าฯ ธปท. ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมจริงเนื่องจากติดภารกิจ ต่างประเทศ แต่ได้ฝากข้อห่วงใยมากับรองผู้ว่าการฯ ซึ่งมีการนำเสนอข้อห่วงใยกับที่ประชุม ยืนยันว่า ไม่มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวินัยการเงินการคลัง มีเพียงข้อห่วงใยในตัวระบบ ที่ต้องมีความมั่นคงปลอดภัย และต้องขอเวลาให้ ธปท.เข้ามาดูระบบ ภายในระยะเวลา 15 วันก่อนหน้าที่จะมีการเปิดใช้ระบบ ซึ่งก็พร้อมที่จะส่งให้ ธปท. เข้ามาตรวจสอบ
อีกประเด็นที่ ธปท.ห่วงใย คือ ให้ระวังการใช้ผิดประเภท ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ได้เสนอตัดสิทธิ์ กลุ่มคนที่เคย ประพฤติขัดต่อข้อตกลงโครงการของรัฐในอดีต เช่นโครงการคนละครึ่งและโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งมีการนำเงินไปใช้ผิดประเภท นำไปแลกเป็นเงินสดหรือไม่ได้ใช้บริการจริง แต่ใช้สิทธิ์เพื่อที่จะเอาเงินมาแบ่งกัน ซึ่งเคยมีคดีความเกิดขึ้น กลุ่มนี้จะไม่ได้รับสิทธิ์ 10,000 บาทจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ต รวมทั้งอาจจะโดนตัดสิทธิ์ ในโครงการช่วยเหลืออื่นๆจากภาครัฐในอนาคตด้วย
ส่วนในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ที่จะมีการแถลงใหญ่ นอกจากจะมีการชี้แจงถึงรายละเอียดและกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนแล้ว จะมีการนำเอาตัวอย่างแอปลิเคชัน มาสาธิตการเข้าใช้ระบบให้ดู ส่วนคนที่ถูกตัดสิทธิ์ ระบบจะแจ้งสาเหตุ ที่ถูกตัดสิทธิ์ให้ทราบ เช่น มีรายได้เกินกว่าที่เงื่อนไขกำหนด ซึ่งระบบจะมีกระบวนการในการอุทธรณ์ โต้แย้งสิทธ์ และหากตรวจสอบซ้ำ พบว่ามีความผิดพลาด จะมีการคืนสิทธิ์ให้
นายจุลพันธ์ ย้ำว่า ระบบมีความพร้อม และ สามารถเปิดลงทะเบียนได้ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ตามที่นายกรัฐมนตรี ประกาศเอาไว้ และประชาชนสามารถ เข้าไปยืนยันตัวตน หรือ KYC ผ่านแอปฯทางรัฐ ได้ตั้งแต่วันนี้ ล่าสุดมียอดการยืนยันตัวตนแล้วหลักล้านคน พร้อมเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ เว็บไซต์ปลอมหลอกลงทะเบียน ซึ่งรัฐบาลจะใช้การลงทะเบียนผ่าน แอปฯ ทางรัฐเท่านั้น
อุตุฯ เตือนฉบับ 8 กรุงเทพและ 56 จังหวัดฝนตกหนักถึงหนักมาก
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB