กกร.มอง ศก.ยังเปราะบาง คงคาดการณ์ GDP ปี 67 โต 2.2-2.7%
กกร.คงคาดการณ์ GDP ปี 67 โต 2.2-2.7% มองเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง กังวลขาดดุลการค้าไทย-จีน หวังรัฐเร่งเบิกจ่ายงบเพิ่มเม็ดเงิน
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือน ส.ค. 67 เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร.ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว ตลาดการเงินโลกเกิดความผันผวน ส่วนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังเปราะบาง แม้การเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐจะเริ่มนำเม็ดเงินเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
จึงคงคาดการณ์ GDP ปี 67 ไว้ตามเดิมที่ 2.2-2.7% การส่งออก คาดขยายตัวได้ 0.8-1.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ คาดสูงขึ้น 0.5-1.0%
เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยกำลังซื้อในจีนยังไม่ฟื้น ขณะที่สหรัฐฯ เผชิญกับตลาดแรงงานที่แผ่วลงกดดันการบริโภคในระยะข้างหน้ากระทบครึ่งปีหลัง ด้านตลาดการเงินโลกยังผันผวน ทั้งเฟดส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วและแรงขึ้น สวนทางกับธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย โดยรวมทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ส่วนแบ่งตลาดสินค้าอุตสาหกรรมไทยในอาเซียนลดลงด้วย เป็นผลจากที่จีนส่งออกสินค้ามาแข่งขันในตลาดอาเซียนมากขึ้น
ส่วนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังเปราะบาง แม้การเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐจะเริ่มนำเม็ดเงินเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น รวมถึงภาคการท่องเที่ยวจะทยอยกลับมาฟื้นตัว แต่อุปสงค์ภายในประเทศโดยเฉพาะภาคอสังหาฯ และการส่งออกยังขยายตัวได้น้อย ทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ
ผ้าคลุมรถกันความร้อน และ 4 ไอเทมที่ช่วยทำให้รถดูสวยใหม่ตลอดเวลา
กังวลการขาดดุลการค้าระหว่างไทย-จีน
ล่าสุด 6 เดือนแรกของปี 67 มีการนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นถึง 7.12% คิดเป็นมูลค่ากว่า 37,569.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าจากจีน -19,967.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.66% กระทบภาคการผลิตกว่า 23 กลุ่มอุตสาหกรรม อีกทั้งยังถูกซ้ำเติมจาก Platform e-commerce ที่เข้ามาเปิดตลาดในประเทศโดยขายสินค้าจากโรงงานตรงสู่ผู้บริโภคในราคาถูก ซึ่งเป็นการค้ารูปแบบใหม่ของจีน ยิ่งกดดันผู้ประกอบการ SMEs เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันทั้งด้านราคา และต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าได้ ที่ประชุม กกร.จึงเสนอให้รัฐบาลเข้มงวดการตรวจสอบมาตรฐานสินค้านำเข้า กำกับและควบคุมสินค้าที่หลีกเลี่ยงภาษี โดยบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าภายในประเทศอย่างเข้มข้น
ห่วงใยสถานการณ์ภาคการผลิตที่หดตัว
แม้ 6 เดือนแรกของปี 67 มีการเปิดโรงงานกว่า 1,009 แห่ง เพิ่มขึ้น 122.67% แต่ก็มีโรงงานปิดตัวเพิ่มขึ้นในครึ่งปีแรกแล้วกว่า 667 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า +86.31% หรือเฉลี่ย 111 แห่ง/เดือน หากพิจารณามูลค่าโรงงานต่อโรงที่ปิดตัว พบมีเงินทุนลดลงเหลือเฉลี่ย 27.12 ล้านบาทต่อโรงงาน สะท้อนให้เห็นว่าส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดเล็ก หรือ SMEs ที่มีการปิดโรงงานในอัตราส่วนที่เร่งขึ้น กกร.จึงอยู่ระหว่างเตรียมข้อเสนอเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรม อาทิ การส่งเสริมสินค้าที่ผลิต เพื่อช่วยจัดสรรเม็ดเงินลงระบบในราย Sector และการส่งเสริม SMEs การบริหารจัดการ waste ของภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น
ส่วนกรณีที่รัฐมีข้อสังเกตว่าเศรษฐกิจไทยมีการลงทุนน้อย มีสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ต่ำกว่า 25% ลดลงจากที่เคยสูงเกือบ 30% ในขณะที่มีการออมในระดับสูงจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง และมีเงินทุนไหลออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นการเสียโอกาสในการนำเม็ดเงินมาลงทุนปรับโครงสร้างการผลิตและยกระดับประสิทธิภาพการผลิตภายในประเทศ ที่ประชุม กกร. เห็นตรงกับภาครัฐว่าไทยจำเป็นต้องลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเสนอให้ภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนทางภาษีส่งเสริมการลงทุนในเมืองรอง สนับสนุนการลงทุนโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเมกะเทรนด์ การลงทุนเพื่อรองรับสังคมคาร์บอนต่ำ รวมถึงปรับปรุงหลักเกณฑ์และกฎหมายเพื่อลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ และความพร้อมเรื่องทรัพยากรบุคคล
สถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังมีความน่ากังวล
ตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ที่รายงานโดยเครดิตบูโรยังมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดเดือน พ.ค. สูงถึง 1.14 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% สะท้อนการฟื้นตัวของรายได้ที่ยังไม่ทั่วถึง รัฐต้องเร่งรัดผันเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจโดย เน้นยกระดับกลุ่มฐานราก และภาคการผลิต ให้มีความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ให้กับกิจการและแรงงาน ควบคู่ไปกับการกระตุ้นให้ลูกหนี้และภาคธุรกิจเข้าร่วมการปรับโครงสร้างหนี้หรือรวมหนี้เพื่อลดภาระหนี้ให้เหมาะสมกับรายได้
การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงที่เหลือของปีเป็นความจำเป็นเร่งด่วน
โดยเฉพาะการกระตุ้นกิจกรรมก่อสร้างภาครัฐให้กลับคืนมา ซึ่งจะช่วยหนุนภาคเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องรวมทั้งการจ้างงานให้ฟื้นตัวดีขึ้นโดยเร็ว เติมสภาพคล่องในระบบเพื่อสนับสนุนกำลังซื้อที่อ่อนแอ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอว่าภาครัฐควรนำเทคโนโลยี เช่น Block Chain มาพัฒนากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์ ตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ. 2560 ให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถติดตามสถานะได้ตลอดเวลา ช่วยควบคุมการรั่วไหลข้อมูลด้านราคา ป้องกันการสมยอมกันระหว่างหน่วยงานกับผู้ขาย หรือการสมยอมกันในหมู่ผู้ขาย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB