หนี้เสียบัตรเครดิตพุ่ง สูงกว่าช่วงก่อนโควิด 19 กู้นอกระบบหลากหลายมากขึ้น
หนี้เสียบัตรเครดิตพุ่ง ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 และสูงกว่าช่วงก่อนโควิด 19 และพบว่าการกู้ยืมเงินนอกระบบที่มีความหลากหลายมากขึ้นและเป็นกลุ่มเด็กรุ่นใหม่
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส2 ปี 2567 พบว่า ปัญหาหนี้สินครัวเรือน ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา หลังข้อมูลหนี้ครัวเรือนไตรมาสที่1 ปี2567 ขยายตัว 2.5% มูลค่า16.37 ล้านล้านบาท คิดเป็น 90.8% ต่อ GDP ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง คุณภาพสินเชื่อลดลง ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ
ขณะเดียวกัน ยังพบว่า มูลค่าหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPLs ของธนาคารพาณิชย์ เพิ่มขึ้น อยู่ที่ 1.63แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 2.99% ต่อสินเชื่อรวม ขณะที่ข้อมูลจาก บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ พบว่า สัดส่วนหนี้เสีย ในไตรมาสที่ 2 ปี 67 อยู่ที่ 8.5% เพิ่มขึ้น ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 และสูงกว่าช่วงก่อนโควิด 19 สะท้อนถึงปัญหารายได้ของครัวเรือนที่ยังไม่ฟื้นตัว ภายหลังจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้สิ้นสุดลง
คงจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต 8% ทำหนี้เสียพุ่ง
นายดนุชา ระบุว่า กลุ่มหนี้ที่มีปัญหา คือ กลุ่มสินเชื่อบัตรเครดิต ที่มีหนี้เสียและ มีหนี้ค้างชำระ 1-3 เดือน เพิ่มขึ้น อย่างชัดเจนในไตรมาสที่ 1ปี 2567 ที่ 4.13% จาก 3.57% ในไตรมาส4 ปี2566 และยังพบว่า จำนวนบัญชีบัตรเครดิตที่เริ่มมีสถานะผิดนัดชำระหนี้ 1 ถึง 3 เดือน ขยายตัวเร่งขึ้น หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการ ปรับอัตราการจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำจาก 5 % เป็น8% ตั้งแต่รอบบัญชีมกราคมปี 67 ทำให้ลูกหนี้มียอดผ่อนชำระในแต่ละงวดเพิ่มขึ้น และลูกหนี้บางส่วนปรับตัวไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้คืนได้
แนท เกศริน คว้า 2 เหรียญทองการแข่งขันเพาะกาย ที่ฟิลิปปินส์
เลขาธิการสภาพัฒน์ ระบุด้วยว่า สถาบันการเงินจะต้องเร่งปรับโครงสร้างลูกหนี้บัตรเครดิตที่เริ่มผ่อนชำระไม่ไหวขณะที่ลูกหนี้จะต้องรีบติดต่อสถาบันการเงินเพื่อไม่ให้เกิดหนี้เสีย ส่วนกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ คงอัตราการผ่อนชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำไว้ที่ 8% ไปจนถึง สิ้นปี 2568 และยังไม่ได้ปรับขึ้นเป็น 10% นายอนุชา มองว่า จะกระทบกับกลุ่มลูกหนี้ที่จำเป็นจะต้องผ่อนชำระแต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นการสร้างวินัยทางการเงิน หากจะมีการทบทวน ปรับลดลง จะต้องมีการหารือก่อน เพื่อให้ได้ตัวเลขที่เหมาะสม และหากจะคงไว้ ที่ 8% จะต้องมีมาตรการอื่นมาเพิ่มเติม เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้กับลูกหนี้
ยังมีความกังวลถึงรูปแบบการให้กู้ยืมเงินนอกระบบที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการ กู้ยืมเงินนอกระบบผ่านโซเชียลมีเดีย อาจนำไปสู่พฤติกรรมการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และก่อหนี้เกินตัวได้ง่ายขึ้น รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการก่อหนี้สิน จากอัตราดอกเบี้ยนอกระบบที่อยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะกลุ่มเด็กรุ่นใหม่
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB