เปิด 3 อันดับธุรกิจเลิกกิจการ ก.ค. 67 พบ 1 รายทุนจดทะเบียนเกินพันล้าน
จดทะเบียนตั้งใหม่ ก.ค. 67 ยังขยับขึ้น 7 เดือน 5.4 หมื่นราย เกินครึ่งเป็นธุรกิจบริการ ส่วนจดเลิกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย พบ 1 รายจดทะเบียนเกินพันล้าน
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยสถิติการจดทะเบียนธุรกิจเดือน ก.ค. 67 พบว่ามีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,837 ราย เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทุนจดทะเบียน 23,709.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% ขณะที่ยอดสะสม 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค. 67) มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 54,220 ราย เพิ่มขึ้น 0.16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทุนจดทะเบียน 168,783.20 ล้านบาท ลดลง 62.10%
ก.ค. 67 ธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 1,000 ล้านบาท
- มี 2 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 2,801.25 ล้านบาท เป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และรับเหมาก่อสร้าง
ก.ค. 67 ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่ 3 อันดับแรก
- ก่อสร้างอาคารทั่วไป 615 ราย ทุนจดทะเบียน 2,055.87 ล้านบาท
- อสังหาริมทรัพย์ 534 ราย ทุนจดทะเบียน 1,608.64 ล้านบาท
- ภัตตาคาร/ร้านอาหาร 367 ราย ทุนจดทะเบียน 798.51 ล้านบาท
เปิดสถิติหวยออกประจำปี 2567 หวยออกวันไหนบ้าง ?
ส่วนการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ ก.ค. 67 มีจำนวน 1,890 ราย เพิ่มขึ้นเล็กน้อย คิดเป็น 1.23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทุนจดทะเบียน 8,831.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.31% ขณะที่ยอดสะสม 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค. 67) มีธุรกิจจดเลิก 7,929 ราย ลดลง 11.55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทุนจดทะเบียนเลิกสะสม 85,579.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.79%
ก.ค. 67 ธุรกิจเลิกกิจการที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 1,000 ล้านบาท
- มี 1 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 1,420 ล้านบาท เป็นธุรกิจประเภทอสังหาริมทรัพย์ การจัดการที่ดินเปล่า หรือจัดสรรที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อจำหน่าย
ก.ค. 67 ประเภทธุรกิจเลิกกิจการ 3 อันดับแรก
- ก่อสร้างอาคารทั่วไป 155 ราย ทุนจดทะเบียน 677.32 ล้านบาท
- อสังหาริมทรัพย์ 127 ราย ทุนจดทะเบียน 2,150.97 ล้านบาท
- ภัตตาคาร/ร้านอาหาร 62 ราย ทุนจดทะเบียน 156.13 ล้านบาท
7 เดือนมี 5 ธุรกิจทุนสูงจดทะเบียนเลิก แบ่งเป็น ทุนจดทะเบียนเกิน 1,000 ล้านบาท 4 ธุรกิจ ทุนจดทะเบียน 6,004.71 ล้านบาท และ พ.ค. 67 มี 1 ธุรกิจ ด้านโทรคมนาคมและการสื่อสาร ทุนจดทะเบียนกว่า 48,209.34 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 54,214.05 ล้านบาท ทำให้ตัวเลขทุนจดทะเบียนเลิก 7 เดือนแรกสูงกว่าปกติ
หากวิเคราะห์ย้อนหลังไปช่วงเวลา 1 ทศวรรษ จะพบการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจของประเภทการจัดตั้งธุรกิจที่อดีตเป็นกลุ่มขายส่ง/ปลีก และการผลิต ได้เปลี่ยนผ่านเป็น “กลุ่มธุรกิจบริการ” โดยช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีสัดส่วนการจัดตั้งธุรกิจบริการเกินครึ่งของธุรกิจทั้งหมด และเกือบทั้งหมดของธุรกิจบริการเป็นธุรกิจขนาดเล็ก S คิดเป็น 99.22% ธุรกิจขนาดกลาง M คิดเป็น 0.52% และขนาดใหญ่ L คิดเป็น 0.26%
ปี 66 ธุรกิจบริการสร้างรายได้ 11.04 ล้านล้านบาท โต 3.80% จากปี 65 โดยธุรกิจบริการทำกำไรสูงสุดที่ 7.24% รองลงมาคือภาคการผลิต 4.61% และภาคขายส่ง/ขายปลีก 1.94%
แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจบริการยังเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่รองรับกับการท่องเที่ยว ประกอบกับมีการจัดตั้งธุรกิจบริการประเภทใหม่ ๆ ที่มีอัตราการเติบโตที่น่าสนใจ อาทิ การวิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีฯ ธุรกิจเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ ธุรกิจความบันเทิง และธุรกิจสถานที่ออกกำลังกาย.....นางอรมนกล่าว
นอกจากนี้ ก.ค 67 มีการอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย 75 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 9,499 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 3 อันดับแรก ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และจีน รวม 7 เดือนแรก มีการอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทยตามพระราชบัญญัติฯ 460 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้น 22% เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 90,987 ล้านบาท
สำหรับการวิเคราะห์รายธุรกิจในเชิงลึกพบว่า “ธุรกิจสมุนไพรไทย” มีโอกาสทั้งตลาดในและต่างประเทศ จากวิกฤตการแพร่ระบาดโควิด-19 ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความตื่นตัวในการดูแลสุขภาพตัวเอง ประกอบกับมีทางเลือกในการป้องกันโรค การรักษาด้วยการใช้สมุนไพรที่เป็นเอกลักษณ์และภูมิปัญญาของไทย ทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐต่อเนื่อง
ปัจจุบันมีนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจสมุนไพร 18,342 ราย ทุนจดทะเบียน 147,580.84 ล้านบาท ภาพรวมในปี 66 ธุรกิจสมุนไพรสร้างรายได้ 872,466.83 ล้านบาท กำไร 27,497.70 ล้านบาท โดยกลุ่มขายปลีก/ขายส่ง เป็นกลุ่มที่ทำรายได้และกำไรสูงที่สุด
ธุรกิจขนาดเล็กมีโอกาสในตลาดมากที่สุด สามารถนำภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดในครอบครัวมาเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมสร้างอาชีพได้ ซึ่งประเทศไทยมีสมุนไพรหลากหลายชนิดที่เพาะปลูกได้ในประเทศ ทำให้ผู้ผลิตควบคุมและลดต้นทุนการผลิตได้เอง รวมถึงแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายชนิดถือเป็นข้อได้เปรียบทางการตลาด.....นางอรมนกล่าว
นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนธุรกิจสมุนไพรในไทยมีมูลค่าการลงทุน 38,707.25 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 3 อันดับ คือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ส่วนหนึ่งซื้อใช้เองหรือ และนำกลับไปเป็นของฝาก อาทิ ยาดม ยาหม่อง เครื่องสำอาง ยา และอาหาร ประกอบกับเกิดปรากฎการณ์บนโลกออนไลน์ที่ผู้มีชื่อเสียงหยิบยาดมไทยขึ้นมาใช้งาน และมีภาพเผยแพร่บนโซเชียลมีเดียไปทั่วโลก จึงเป็นโอกาสสำคัญที่สมุนไพรไทยจะกลายเป็น Soft Power สร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้ไม่ยาก
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB