เอกชน พร้อมรับมือ มาตรการขึ้นภาษีทรัมป์ หอการค้าไทย แนะ เพิ่มนำเข้าสินค้าเกษตรที่จำเป็น
เอกชน พร้อมรับมือ มาตรการขึ้นภาษีทรัมป์ ยอมรับหากไทยโดนขึ้นภาษี ฉุด GDP ปี 68 0.2-0.6% หอการค้าไทย แนะเพิ่มนำเข้าสินค้าเกษตร-อาหารที่จำเป็นจากสหรัฐฯ จะช่วยให้ไทยมีจุดยืนที่ดีขึ้นในการเจรจาต่อรอง
จากกรณีที่ สหรัฐฯ จะประกาศขึ้นภาษีกับประเทศคู่ค้า ซึ่งไทย เกินดุลการค้ากับสหรัฐ อยู่ในอันดับที่ 11 ถือว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายที่อาจะถูกปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐ ในวันนี้ (2 เม.ย. 68) คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. กล่าวถึงแนวทางรับมือ และการเตรียมความพร้อมกับผลกระทบที่อาจจะขึ้นจากการที่ไทยถูกปรับขึ้นภาษี โดยมาตรการตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐ ขณะนี้ สหรัฐได้ยกระดับมาตรการดังกล่าวเพิ่มขึ้น ทำให้การดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐมีความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น
ทำให้ประเทศไทย ที่มีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐ เป็นอันดับที่ 11 และมีการเก็บภาษีต่อสหรัฐ ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม สูงกว่าที่สหรัฐเก็บไทย โดยเฉลี่ยราว 11%
ดังนั้น หากสหรัฐมีการเก็บภาษีตอบโต้กับไทย ก็อาจเพิ่มการเก็บภาษีในอัตรา 11% เท่ากัน ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกของไทยเสียหายราว 7-8 พันล้านเหรียญสหรัฐ
โดยที่ผ่านภาคเอกชนได้หารือกับภาครัฐมาโดยตลอด เพื่อเตรียมรับมือกับการประกาศขึ้นภาษีของสหรัฐในวันพรุ่งนี้ โดยแนวทางที่คาดว่าไทยจะใช้ดำเนินการรับมือกับการขึ้นภาษีดังกล่าว ได้แก่ การลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ เพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ ในบางประเภท โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เพิ่มการลงทุนของไทยในสหรัฐ รวมถึง เตรียมหามารตการช่วยเหลือธุรกิจ เอสเอ็มอีที่อาจได้รับผลกระทบ
สำหรับสินค้าที่คาดว่าไทยจะมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น จากสหรัฐอเมริกา เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง เนื้อวัว สุราและไวน์ การนำเข้าพลังงานเพิ่มเติม รวมถึงจะขอให้การบินไทย พิจารณาเช่าหรือซื้อเครื่องบิน จากทางสหรัฐด้วย
ผลกระทบ GDP ของไทย ลดลงราว 0.2-0.6%
อย่างไรก็ตามภาคเอกชนประเมินว่า หากไทยถูกสหรัฐปรับเพิ่มภาษี จะส่งผลกระทบ GDP ของไทย ลดลงราว 0.2-0.6% จากที่ประเมินไว้ขณะนี้ ว่า GDP หรือเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะโตราว 2.4-2.9% โดยภาคเอกชนยอมรับว่า ต้องรอดูการประกาศขึ้นภาษีจากสหรัฐที่ชัดเจนในคืนนี้ก่อน ว่าไทยจะโดนขึ้นภาษีจากสหรัฐเท่าไหร่ เพราะไม่อาจคาดเดาสถานการณ์จากทรมป์ได้ ดังนั้น ถือว่าการดำเนินการของไทยไม่ได้ล่าช้า เพราะต้องใช้ความรอบคอบในการไปเจรจา ว่าสินค้าใดของไทยที่จะได้รับผลกระทบบ้าง
ส.อ.ท.
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย
แนะนำเข้าสินค้าเกษตร-อาหารที่จำเป็นจากสหรัฐฯ ช่วยไทยมีจุดยืนที่ดีขึ้นในการเจรจาต่อรอง
ด้านนาย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ระบุว่า ปัจจุบันไทยและทั่วโลกยังคงจำเป็นต้องเฝ้าจับตาการประกาศนโยบายภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff Policy) ของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 เมษายน 2568 นี้ หนึ่งในแนวทางที่สำคัญในการลดแรงกดดันทางการค้าจากสหรัฐฯ คือ การเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นจากสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยให้ไทยมีจุดยืนที่ดีขึ้นในการเจรจาต่อรอง หากพิจารณามูลค่าการค้าเฉพาะหมวดสินค้าเกษตรและอาหารพบว่าไทยเกินดุลสหรัฐฯ เพียง 142,634 ล้านบาท โดยประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกเกษตรอาหารอันดับที่ 11 ของโลกและไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก ดังนั้นปัจจัยสำคัญที่จะเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้มากขึ้นได้ คือการนำเข้าวัตถุดิบที่มีคุณภาพและราคาที่เหมาะสม โดยหอการค้าฯ เสนอให้รัฐบาลไทยพิจารณาการนำเข้าสินค้ากลุ่มต่างๆ ที่จะไม่กระทบต่อผู้ค้าและเกษตรกรภายในประเทศของไทย
- พืชอาหารสัตว์ (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเหลือง) ที่ผ่านมาไทยผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่เพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และปัจจุบันยังต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและหมอกควัน การเปิดโควตานำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ในช่วงนอกฤดูเก็บเกี่ยวของไทย จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ (โค สุกร ไก่) ไทยมีต้นทุนวัตถุดิบที่ดีและถูกลง ซึ่งจะช่วยให้การส่งออกเนื้อสัตว์ไปต่างประเทศดีขึ้น รวมทั้งจะช่วยผู้บริโภคในประเทศในประเภทเนื้อสัตว์ด้วย
- สินค้าอาหารทะเล เช่น ปลาแซลมอนแช่แข็ง หอยเชลล์ และปลาทูน่าจากเรือชักธงสหรัฐฯ ซึ่งไทยสามารถนำเข้าวัตถุดิบเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปภายในประเทศ
- สินค้าประเภทสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ (Whisky & Wine)
- เครื่องในสัตว์ เพื่อนำมาผลิตและแปรรูปในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง ทำเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยมเพื่อส่งออก
หอการค้าฯ มองว่านโยบายภาษีของสหรัฐฯ (Trump Tariff) จะทำให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของโลกเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ซึ่งปัจจุบันประเทศจีน เกาหลีและญี่ปุ่นได้มีการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคกันแล้ว อีกทั้งสหภาพยุโรปก็มีแนวโน้มที่จะร่วมมือกับแคนาดาในการเปิดตลาดกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วยเช่นกัน ดังนั้น ทางหอการค้าฯ เห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่รัฐบาลของไทยจำเป็นต้องเร่งเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ต่างๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง FTA ไทย-ยุโรป FTA อาเซียน-แคนาดา รวมถึงการปรับปรุง ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) ให้สำเร็จภายในปี 2568 นี้ให้ได้ ซึ่งจะทำให้ GDP ของไทยเติบโตขึ้นได้ไม่ต่ำกว่า1 % รวมทั้งการส่งออกจะโตได้ไม่ต่ำกว่า 10 % ซึ่งจะลดผลกระทบจากนโยบาย Trump Tariff
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB