ไทยเจอพิษภาษีทรัมป์ 36% จากนี้ 3 ระลอก คาดคาด GDP ต่อไตรมาส ติดลบยาว
UOB มองไทย เจอพิษภาษีทรัมป์ 36% จากนี้ 3 ระลอก แต่ยังหวังได้ลดเหลือ 20% คาด GDP ต่อไตรมาส ติดลบ ถึง Q1/69 แนะรัฐเปิดตลาดโทรคมนาคม-สินค้าเกษตรบางรายการ
นายสถิตย์ แถลงสัตยา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ และธุรกิจสัมพันธ์ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวถึง กรณีที่ไทยได้รับผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่ 36 % ซึ่งกระทบสินค้าส่งออกของไทยหลายรายการ เช่น ชิ้นส่วนยายนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์การแพทย์ และอาหารแปรรูป โดยคาดว่าหลังจากนี้เศรษฐกิจไทยจะถูกกระทบใน 3 ระลอก คือ
1.กระทบต่อธุรกิจส่งออกโดยตรง ทำให้การผลิตลดน้อยลง สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลต่อการจ้างงาน รายได้ภาคครัวเรือน และภาพรวมของเศรษฐกิจ
2. กระทบต่อ Supplier หรือห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ จากการที่ธุรกิจส่งออกถูกกระทบในระลอกแรก ความต้องการก็จะลดน้อยลง
3. กระทบต่อการแข่งขันกับตลาดจีน โดยเฉพาะสินค้าของจีนที่จะทะลักเข้ามายังตลาดอาเซียนและไทยเพิ่มขึ้น รวมไปถึงการแข่งขันในตลาดที่ 3กับจีนและประเทศอื่นๆก็จะเข้มข้นขึ้นด้วย
แนะรัฐบาลหาช่องทางการเปิดตลาดใหม่ๆ
แต่ยังมองว่าไทยมีข้อได้เปรียบด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การวางตัวทางการเมืองในการที่ไทยเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯมาอย่างยาวนาน โดยแนะนำให้รัฐบาลหาช่องทางการเปิดตลาดใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เช่น โทรคมนาคม แม้ว่าอาจจะมีผลกระทบต่อด้านความมั่นคง แต่หากมองในด้านของเศรษฐกิจ ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน ผู้บริโภคและธุรกิจจะมีมากกว่าบริการ
นอกจากนี้ยังมี ภาคการเงิน และสินค้าภาคการเกษตรบางรการ ให้เป็นข้อเสนอเพิ่มเติมกับทางสหรัฐฯพิจารณา เพื่อช่วยให้สามารถเจรจาเพิ่มเติมและถูกเรียกเก็บภาษีอย่างน้อยไม่สูงไปกว่าเวียดนาม หรืออยู่ในระดับ 20% รวมไปถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน นอกเหนือจากการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขัน และอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่ไทยเพิ่มขึ้น
ส่วนในด้านนโยบายการเงิน มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม และประเมินว่า ธปท. น่าจะรอความชัดเจนจากมาตรการการเก็บภาษีในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ก่อน โดยคาดว่า ธปท.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยและลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม ไปจนถึงไตรมาส1/69 ที่ 1 % ซึ่งหากสถานการณ์รุนแรงกว่าที่คาดไว้ ธปท.ก็อาจจะลดเหลือ 0.5%
ใช้กลยุทธ์ Wait and see จากความไม่แน่นอนสูง
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจในขณะนี้ ด้วยปัจจัยความไม่แน่นอนหลายด้าน ส่วนใหญ่จะใช้กลยุทธ์ Wait and see คือ รอดูสถานการณ์และความชัดเจนต่อไป แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วไทยจะได้ภาษีที่ระดับสูงกว่าเวียดนามเล็กน้อย ภาษีก็ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ภาคธุรกิจจะใช้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจ เพื่อลงทุนหรือว่าย้ายฐานการผลิต เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นๆที่ใช้ในการประกอบการพิจารณาอีกด้วย
ธุรกิจไทยกว่า 90% มีแผนขยายตลาดสู่ต่างประเทศ หลังมาตรการเก็บภาษีของสหรัฐฯ
ซึ่งจากผลสำรวจ UOB Business Outlook Study ประจำปี 2568 รายงานว่า ธุรกิจไทยกว่า 90% มีแผนขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยมากกว่า 50% คาดว่าจะเร่งดำเนินการหลังมาตรการเก็บภาษีของสหรัฐฯ ในประเทศเป้าหมายหลัก ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม เนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่ และเป็นประเทศที่รายได้เติบโต ถือเป็นหมุดหมายที่ผู้ประกอบการไทยสนใจ
รองลงมาคือจีนและภูมิภาคเอเชียเหนือ โดยมีแนวทางในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลเร่งเสริมความสามารถในการปรับตัว และเดินหน้าสู่ความยั่งยืน แม้ยังเผชิญความท้าทายด้านจำนวนลูกค้าและความเข้าใจตลาดที่จำกัดในแต่ละประเทศก็ตาม ภาคธุรกิจจึงต้องการข้อมูลเชิงลึก การสนับสนุนทางการเงิน และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรเพื่อขยายตลาดข้ามพรมแดน
ส่วนสถานการณ์ภายในประเทศในขณะนี้ มองว่าการเมืองก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ภาคธุรกิจกังวลเช่นเดียวกับมาตรการเก็บภาษีของสหรัฐฯ โดยอยากให้มองผ่านความไม่แน่นอนระยะสั้น และโอกาสทางธุรกิจจริงๆ พร้อมย้ำว่าประเทศไทยยังคงมีความหวัง ในการเติบโตทางธุรกิจและภาพรวมของประเทศไทยด้วย
คาด GDP ต่อไตรมาส ติดลบ ถึง Q1/69
นอกจากนี้ ธนาคารยูโอบี คาดการณ์ GDP ปีนี้ โต 2% และการส่งออกที่ 3% โดยในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่า GDP จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.1% ต่อไตรมาส ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำพอสมควร ในสมมติฐานที่ไทยถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีอยู่ที่ 10-15%
ขณะเดียวกันหากถูกเรียกเก็บภาษีมากกว่าที่ตั้งไว้ จะมีการทบทวนการเติบโตของเศรษฐกิจอีกครั้ง ซึ่งอาจเห็น GDP ต่อไตรมาสติดลบ ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปีนี้ ไปจนถึงไตรมาส 1 ปี 69
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB