ส.ธนาคารไทย เผย Soft loan ช่วยผู้ประกอบการจากภาษีทรัมป์ ต้องมีกลไก ไม่ใช่แค่ “หยอดข้าวต้ม"
ส.ธนาคารไทย เผย Soft loan ช่วยผู้ประกอบการจากภาษีทรัมป์ ต้องมีกลไก ไม่ใช่แค่ “หยอดข้าวต้ม" ชี้ระบบการเงินไทยครึ่งปีแรกสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่แข็งแรง
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา ibusiness Forum 2025 “Decode 2025: The Mid-Year Signal” ถอดสัญญาณเศรษฐกิจโลก พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ว่าแม้ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคของไทยในครึ่งปีแรกจะไม่รุนแรงจนถึงขั้นวิกฤติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในระบบการเงินกลับสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างลึกที่กำลังกัดกร่อนศักยภาพการเติบโตของประเทศ โดยเฉพาะในมิติสภาพคล่อง ความเหลื่อมล้ำ และเศรษฐกิจนอกระบบที่ยังฝังรากลึกในหลากหลายมิติ
ระบบการเงินและธนาคารซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางหมุนเวียนทรัพยากร เปรียบเสมือน “เลือดหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อเศรษฐกิจไทย” กลับพบกับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนภายนอก เช่น สงครามการค้า การเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 36% รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทิศทางของเงินลงทุนต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดไทย ขณะที่ผลตอบแทนในตลาดหลักทรัพย์ติดลบต่อเนื่อง ขัดแย้งกับทิศทางในต่างประเทศอย่างสิ้นเชิง
นายผยง กล่าวอีกว่า ตลาดหลักทรัพย์ของไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยกว่า 70% ของบริษัทจดทะเบียนมีมูลค่าต่ำกว่า 1% ของมูลค่ารวม สะท้อนถึงการกระจุกตัวและขาดการกระจายตัวของโอกาสในการเติบโตที่ทั่วถึง ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่ผิดปกติ กลายเป็นภาระซ้อนทับให้กับระบบเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งแรงงานนอกระบบที่สูงถึง 51% และผู้เสียภาษีที่มีเพียง 4 ล้านคนจากประชากรทั้งหมดกว่า 68 ล้านคน ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้รัฐไม่สามารถรองรับภาระสวัสดิการและนโยบายประชานิยมได้อย่างต่อเนื่อง
ไม่เพียงเท่านั้น ทักษะแรงงานและความสามารถในการใช้เทคโนโลยียังเป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย แม้ประชากรถึง 91% จะสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต แต่กลับมีเพียง 6% ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง ChatGPT ซึ่งสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในอนาคต
เราโตอยู่ในศักยภาพที่ต่ำอยู่แล้ว และกำลังถูกกดทับซ้ำด้วยความเปราะบางที่สะสมมานาน การใช้ทรัพยากรสาธารณะเพื่อเยียวยาเพียงอย่างเดียวโดยไม่เร่งสร้าง ‘กล้ามเนื้อใหม่’ ให้เศรษฐกิจ แต่จะยิ่งทำให้ประเทศหมดโอกาสในการพลิกกลับ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตามในครึ่งปีหลังนี้ คือ มาตรการทางภาษีของสหรัฐ-สงครามการค้า ปัญหาสินค้าทุ่มตลาด-การสวมสิทธิ์ส่งออก ปัญหาความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ภาระหนี้ครัวเรือนและธุรกิจ ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยว และความไม่แน่นอนทางการเงิน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการกระตุ้นและการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้ เพื่อรับมือกับแรงกดดันที่จะทวีความรุนแรงในครึ่งปีหลัง นายผยงได้ให้ข้อเสนอแนะ 3 แนวทางสำคัญที่รัฐต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่
1. ประคับประคองกลุ่มเปราะบางเฉียบพลัน ผ่านมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่การใช้ทรัพยากรแบบเหมาเข่ง
2. เร่งสร้างกล้ามเนื้อใหม่ สนับสนุนการลงทุนในประเทศที่สร้างงาน สร้างทักษะ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
3. ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีเป้าหมาย ปฏิรูปภาษี และสร้างกลไกให้รัฐเข้าถึงประชาชนได้จริง
พร้อมกับเสนอให้ทบทวนกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2569 และเพดานการคลังของรัฐ เพื่อรองรับการใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจระยะยาวอีกด้วย
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ภาระของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ภาคเอกชน และภาคประชาชน ต้องร่วมกันผลักดันข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง สร้างความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจ เปลี่ยนวิกฤตตรงนี้ให้เป็นโอกาส
ส่วนกรณีที่กระทรวงการคลังเตรียมออกมาตรการ Soft loan วงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ นายผยง ให้ความเห็นว่า การจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำทุกรายการควรยึดหลักกลไกตลาดที่เป็นธรรมและมีกติกาชัดเจน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและทั่วถึง แทนที่จะเป็นการ “หยอดข้าวต้ม” กระจายวงเงินเล็กน้อย ซึ่งไม่ช่วยเสริมสร้าง “กล้ามเนื้อ” ให้กับระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
ทั้งนี้นายผยงเน้นว่า การออก Soft loan ต้องพิจารณาที่มาของทรัพยากรสาธารณะ ไม่ว่าจะมาจากมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.งบประมาณ หรืองบประมาณรายจ่ายประจำปี เพราะถือเป็นเงินภาษี “ทรัพยากรของรัฐ” จึงจำเป็นต้องเลือกรูปแบบการให้สินเชื่อที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ตรงตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน และตอบโจทย์ผลกระทบทางตรงและทางอ้อมที่ผู้ประกอบการเผชิญ ซึ่งในบทบาทของธนาคารพาณิชย์ นายผยงระบุว่า ขณะนี้หลายแห่งได้เริ่มเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก เพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่เข้าไม่ถึงสภาพคล่อง ทั้งผู้ส่งออกและธุรกิจรายย่อย
ขณะเดียวกัน นายผยง ระบุว่า ยังต้องรอติดตามการแถลงทิศทางนโยบายของผู้ว่าฯแบงค์ชาติคนใหม่ว่าจะมีแนวทางอย่างไรในการรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงที่ปัจจัยภายนอก อย่างการกีดกันทางการค้าจากประเทศมหาอำนาจเริ่มส่งผลกระทบเข้ามายังเศรษฐกิจภายใน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามเพิ่มเติมว่านโยบายการเงินของไทยจะมีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้นหรือไม่ในยุคของผู้ว่าคนใหม่ นายผยงมองว่า ต้องยึดหลักกลไกตลาดและระบบทุนนิยมอย่างสอดคล้อง โดยเชื่อว่าผู้ว่าคนใหม่จะยังคงยึดแนวคิดเรื่องIncentive ที่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบตลาด
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB