"หนี้ครัวเรือนไทย" หดตัวในรอบทศวรรษ แต่เศรษฐกิจไม่ฟื้น
SCB EIC ชี้หนี้ครัวเรือนไทยลดลงครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี แต่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น แนะนโยบายภาครัฐเน้นฟื้นรายได้ร่วมกับการจัดการหนี้
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยต่อ GDP ในไตรมาสแรกปี 2568 ลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 87.4% ซึ่งเป็นผลจากยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนที่หดตัวลง -0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นครั้งแรกที่เกิดการหดตัวของหนี้ครัวเรือนนับตั้งแต่มีการจัดเก็บข้อมูลในปี 2555 สะท้อนถึงวัฏจักรการลดหนี้ (Deleveraging) ที่กำลังดำเนินอยู่ในภาคครัวเรือนไทย
ปัจจัยกดยอดหนี้ครัวเรือนลด "มาตรการแก้หนี้ - แบงก์เข้มปล่อยสินเชื่อ"
อย่างไรก็ตาม SCB EIC ระบุว่า การลดลงของหนี้ครัวเรือนในรอบนี้แตกต่างจากในอดีต เพราะไม่ได้เกิดจากรายได้หรือเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่เป็นผลจากการที่ครัวเรือนและสถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการก่อหนี้และปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ท่ามกลางคุณภาพสินเชื่อที่ทยอยด้อยลง และเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากผลกระทบของวิกฤตโควิด-19
ขณะเดียวกัน ยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อรถยนต์และจักรยานยนต์หดตัวแรงถึง -10% ขณะที่สินเชื่อประเภทอื่นก็ชะลอลงอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ที่ลดลง -3.0% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 และสินเชื่อจากบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคลที่หดตัว -1.2% โดยรวมแล้วกลุ่มสถาบันการเงินเอกชนเป็นตัวหลักที่ทำให้ยอดหนี้รวมชะลอตัว ขณะที่สถาบันการเงินของรัฐและสหกรณ์ยังมีบทบาทในการประคองไม่ให้หนี้โดยรวมหดตัวรุนแรงมากนัก
ในขณะที่มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ อย่าง “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 ที่มีการผ่อนปรนเงื่อนไขและขยายขอบเขตให้ครอบคลุมลูกหนี้มากขึ้น SCB EIC มองว่า อาจช่วยสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้เพียงในระยะสั้นเท่านั้น แต่ความสามารถในการฟื้นฟูหนี้ครัวเรือนในระยะกลางและระยะยาวจะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของรายได้ ซึ่งยังมีข้อจำกัดในปัจจุบัน
SCB EIC
การเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP
ยอดหนี้โตต่ำ ไม่ใช่ “เศรษฐกิจฟื้นตัว”
SCB EIC คาดว่าแนวโน้มการลดหนี้ครัวเรือนจะยังคงดำเนินต่อไปในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า โดยประเมินว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยจะลดลงมาอยู่ในช่วง 85.5–86.5% ภายในสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ดี การลดลงในลักษณะนี้ไม่ได้ช่วยคลี่คลายปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคครัวเรือน เนื่องจากยังเผชิญกับภาระหนี้สูง รายได้โตช้า และการเข้าถึงสินเชื่อที่ถูกจำกัดมากขึ้นจากการเข้มงวดของสถาบันการเงิน
ซึ่งหากเปรียบเทียบกับวัฏจักร Deleveraging ในอดีตช่วงก่อนโควิดที่เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ย 3.5% ต่อปี รอบปัจจุบันกลับเห็นเศรษฐกิจขยายตัวเพียงเฉลี่ย 2.3% ต่อปี ซึ่งยังไม่เพียงพอให้รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวจนสามารถลดภาระหนี้ได้อย่างยั่งยืน การลดหนี้ที่เห็นในรอบนี้จึงเกิดจากยอดหนี้โตต่ำ ไม่ใช่ “เศรษฐกิจฟื้นตัว”
ด้านคุณภาพสินเชื่อของครัวเรือนยังคงเสื่อมถอย โดยในไตรมาสแรกปี 2568 สินเชื่ออุปโภคบริโภคมีสัดส่วนหนี้เสีย (Stage 3) อยู่ที่ 3.41% โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อบัตรเครดิตมีสัดส่วนสูงถึง 4.11% และ 4.17% ตามลำดับ หากรวมกับสินเชื่อที่มีความเสี่ยงระดับ Stage 2 แล้ว ตัวเลขจะเพิ่มเป็น 10.26% และ 8.45% สะท้อนความเปราะบางของฐานะทางการเงินภาคครัวเรือนที่ยังน่ากังวล
ในระยะข้างหน้า SCB EIC ประเมินว่าสถาบันการเงินโดยเฉพาะภาคเอกชนจะยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่สถาบันการเงินของรัฐจะมีบทบาทสำคัญในการพยุงสินเชื่อไม่ให้หดตัวมาก แต่จำเป็นต้องติดตามคุณภาพของสินเชื่อที่ปล่อยโดยสหกรณ์ออมทรัพย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจมีนัยต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม
การลดลงของหนี้ครัวเรือนไทย "ยังล่าช้ากว่าหลายประเทศ"
เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ SCB EIC ชี้ว่า การลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยยังล่าช้ากว่าหลายประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจหลักในโลกตะวันตกที่ Nominal GDP ขยายตัวได้เร็วจากเงินเฟ้อสูงในช่วงต้นของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หรือประเทศในเอเชียที่เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วหลังโควิด ขณะที่ไทยเติบโตต่ำและเงินเฟ้อต่ำต่อเนื่อง เสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Debt Deflation ซึ่งจะทำให้มูลค่าหนี้แท้จริงของครัวเรือนไม่ลดลง แม้เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัว
เสนอ 2 แนวทางสำคัญ "ลดหนี้"
SCB EIC จึงเสนอว่า กระบวนการลดหนี้ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมจะต้องประกอบด้วย 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1.การออกแบบมาตรการแก้หนี้เดิมให้ครอบคลุมลูกหนี้กลุ่มต่าง ๆ และ
2.การสนับสนุนการฟื้นตัวของรายได้ครัวเรือนผ่านนโยบายเศรษฐกิจมหภาค
เพื่อให้ครัวเรือนไทยสามารถหลุดจากภาวะหนี้เรื้อรังได้ ไม่อย่างนั้นการลดหนี้ในลักษณะที่เป็นเพียงผลจากการหยุดก่อหนี้ใหม่ โดยที่รายได้ยังไม่ฟื้น อาจตอกย้ำข้อจำกัดด้านการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในระยะหลัง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB