เปิดบทวิเคราะห์! สหรัฐเก็บภาษีเวียดนาม 20% อาจกระทบส่งออกไทย
สหรัฐเก็บภาษีเวียดนาม 20% อาจกระทบส่งออกไทย มอง! ไทยไม่ได้ ได้เปรียบ แนะรัฐเร่งวางกลยุทธ์ รับมือผลกระทบ
รศ.ดร. อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ได้วิเคราะห์ว่า หลังจากวันที่ 2 ก.ค. 2568 เวียดนามกับสหรัฐฯ จบดีลการค้า โดยสหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้าทั่วไปเวียดนาม 20% และ 40% ในสินค้าสวมสิทธิ ส่วนเวียดนามเปิดตลาดสินค้า 0% ให้สินค้าสหรัฐฯ มีการซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มูลค่า 2.9 พันล้านดอลลาร์ และซื้อเครื่องบิน Boeing จำนวน 50 ลำ มูลค่า 8 พันล้านดอลลาร์ นั้น อาจกระทบส่งออกไทย และเมื่อเทียบกับอัตราภาษีที่ไทยได้รับอยู่ที่ 19% ก็ไม่ถือว่าประเทศไทยได้เปรียบ
โดย รศ.ดร.อัทธ์ เปิดเผยข้อมูลว่า ในปี 2024 เวียดนามส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ 136.6 พันล้านเหรียญ (สัดส่วน 30 ของการส่งออกรวมเวียดนาม) นำเข้า 13.1 พันล้านเหรียญ ซึ่งเวียดนามได้ดุลการค้า 123.5 พันล้านเหรียญ
สำหรับสินค้าส่งออกเวียดนามไปสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรกคือ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ โทรศัพท์และอุปกรณ์ ชิป และเก้าอี้สำนักงาน และเฟอร์นิเจอร์ ที่คิดเป็น 36% ของการส่งออกทั้งหมดไปสหรัฐฯ
และเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าไทยส่งไปสหรัฐฯ ที่มีมูลค่า สูง 5 อันดับแรกคือ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ยางล้อรถยนต์ ชิป และหม้อแปลงไฟฟ้า คิดเป็น 39% ของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสินค้าส่งออกเวียดนามกับไทย ทับไลน์กัน ในตลาดสหรัฐฯหลายรายการ
แต่ที่น่าสนใจคือ สินค้าเวียดนามส่วนใหญ่มีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ สูงกว่าไทย เฉลี่ยส่วนแบ่งตลาดเวียดนามอยู่ที่ 72% และส่วนแบ่งตลาดสินค้าไทยอยู่ที่ 28% จึงส่งผลให้สินค้าเวียดนาม การแข่งขันดุเดือดกับสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ
นอกจากนี้ บทวิเคราะห์ของ รศ.ดร.อัทธ์ ระบุว่า สินค้าไทยมีโอกาสเจอภาษีสวมสิทธิ 40% ในจำนวนมูลค่าสินค้าเวียดนามที่ส่งไปสหรัฐฯ นายปีเตอร์ นาโวโร ที่ปรึกษาทางการค้าทรัมป์ ระบุว่า สินค้าส่งออกเวียดนาม 30% เป็นสินค้าสวมสิทธิ ในขณะที่ Techcombank ธนาคารสัญชาติเวียดนาม ระบุว่ามีสัดส่วนเพียง 17%
ปี 2024 จีนส่งออกเครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้าไปเวียดนาม เพิ่มเป็น 77 พันล้านเหรียญ (เพิ่มจาก 27 พันล้านเหรียญ ในปี 2017) คิดเป็น 48% ของการส่งออกจีนไปเวียดนาม ขณะเดียวกันเวียดนามส่งออก เครื่องจักรและเครื่องใช้ไฟฟ้าไปสหรัฐฯ มูลค่า 45 พันล้านเหรียญ (เพิ่มจาก 6 พันล้านเหรียญ ในปี2017) คิดเป็น 41% ของการส่งออกเวียดนามไปสหรัฐ
ดังนั้นเมื่อเวียดนามส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น พบว่ามีการนำเข้าสินค้าเพิ่มจากจีนเช่นกัน สินค้าไทยหลายรายการ ก็มีทิศทางและรูปแบบเหมือนกับสินค้าเวียดนาม ที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ทำให้มีโอกาสสูงที่สินค้าไทยเจอภาษีสวมสิทธิ 40% เหมือนสินค้าเวียดนาม
ขณะที่ภาษีเวียดนาม 20% ก็จะกระทบส่งออกไทยด้วย รศ.ดร.อัทธ์ จึงได้วิเคราะห์ 24 สินค้าส่งออกหลักของไทยกับเวียดนามที่ส่งไปขายในตลาดสหรัฐฯ โดยใช้ข้อมูลปี 2024 ว่า ไทย คิดเป็นสัดส่วน 53% ของการส่งออกไทยทั้งหมดไปสหรัฐฯ และเวียดนามคิดเป็น 65% ของการส่งออกเวียดนามไปสหรัฐฯ ที่มีส่วนแบ่งตลาดโดยรวม เวียดนาม 72% ไทย 28%
กรอบการวิเคราะห์คือ
1.ไทยได้เปรียบภาษีนำเข้า 1% (สหรัฐฯ เก็บเวียดนาม 20% เก็บไทย 19%)
2.ส่วนแบ่งตลาดสินค้าไทยกับเวียดนาม
และ 3.ราคาสินค้าที่ขายในสหรัฐฯ (วิเคราะห์จากต้นทุนแรงงาน และต้นทุนน้ำมันและไฟฟ้า พบว่าต้นทุนแรงงานเวียดนามถูกกว่าไทย 18-25% ราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าเวียดนามถูกกว่าไทย 10-15% ทำให้ราคาสินค้าเวียดนามถูกกว่าไทย 5-10% ส่งผลต่อการทดแทนระหว่างสินค้าไทยกับเวียดนาม )
โดยผลการศึกษาพบว่าผลกระทบจากภาษีทรัมป์ ทำให้การส่งออกเวียดนามลดลง 18,909 ล้านเหรียญ และไทยลดลง 8,161 ล้านเหรียญ เมื่อรวมถึงผลกระทบสินค้าทดแทนระหว่างไทยกับเวียดนาม ทำให้ทั้งปี มูลค่าการส่งออกไทยลดลง 457,380 ล้านบาท และทำให้การส่งออกไทยกับเวลาที่เหลืออีก 5เดือน คือสิงหาคม ถึง ธันวาคม 2568 ลดลงไป 190,575 ล้านบาท คิดเป็น 1.9% ของการส่งออกรวมของไทย
นอกจากนี้ รศ.ดร.อัทธ์ ได้มีข้อเสนอเพิ่มเติมด้วยว่า ไทย ควรเร่งวางยุทธศาสตร์ชาติเพื่อการจัดการสินค้าสวมสิทธิ และสินค้าที่ใช้แหล่งกำเนิดสินค้าภายในประเทศไทยต่ำกว่า 40% นอกจากนี้ควรร่วมมือกับ USTR ในการจัดทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าสวมสิทธิ ที่เรียกว่า “Digital Traceability”
ควรสร้างห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมไทยใหม่ ที่สามารถกระจายและเชื่อมโยงกับตลาดอื่น และยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ ไม่ให้ลดลง พร้อมปรับโครงสร้างภาคการผลิตอย่างยิ่งจริงจัง โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมตามเทรนด์โลก รวมถึงสร้างระเบียบการลงทุนใหม่ ที่กำหนดให้ทุนต่างชาติเชื่อมโยงและใช้วัสดุจาก SMEs และเกษตรกรไทย ให้เพิ่มขึ้นทุกๆปี
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB