25% องค์กรในไทย มีแนวโน้มลดพนักงานลง ลดต้นทุน-ปรับโครงสร้าง
สภาพัฒน์ เผย 25% ขององค์กรในไทย มีแนวโน้มลดพนักงานลง เพื่อลดต้นทุนและปรับโครงสร้าง ชี้สมัครใจออกตอนอายุ 45 ปี ถ้าไม่เตรียมความพร้อมหาอาชีพอื่น อาจเกิดปัญหาสังคมในระยะถัดไป
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2568 ว่า ภาพรวมการจ้างงานในประเทศยังคงทรงตัว ผู้มีงานทำประมาณ 39.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นเพียง 0.02% อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนว่าแม้ตลาดแรงงานยังไม่ถดถอย แต่ก็ไม่ได้ฟื้นตัวอย่างแข็งแรง
แต่หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ พบว่า 25% ขององค์กรในไทย มีแนวโน้มลดพนักงานลง เพื่อลดต้นทุนและปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นและส่วนมากเป็นการลดการจ้างพนักงานประจำเต็มเวลา
โดยหันไปใช้การจ้างงานรูปแบบใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ การจ้างตามสัญญา หรือการจ้างงานชั่วคราว ซึ่งเป็นลักษณะของ Gig Economy ที่กำลังเติบโตทั่วโลก แม้จะช่วยให้องค์กรปรับตัวคล่องตัวขึ้น แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาชีพและรายได้ของแรงงานจำนวนมาก
ส่วนกระแสการเปิดโครงการสมัครใจออกสำหรับบุคลากรอายุ 45 ปีขึ้นไป นายดนุชา ระบุว่า การตัดสินใจขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะเลือกทำอาชีพอะไรต่อหลังตัดสินใจลาออกไป บางคนอาจเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง ขณะที่ในมุมมองขององค์กรนั้นการเปิดให้สมัครใจออกจะช่วยปรับโครงสร้างภายในและนำแรงงานใหม่เข้ามาทดแทน โดยแรงงานใหม่นั้นส่วนใหญ่มีค่าจ้างที่ต่ำกว่า
เพราะผมเชื่อว่าเงินที่เปิดสมัครใจออก ก็ไม่สามารถทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ 70-80 ปีตามอายุขัยเฉลี่ย จึงต้องดูว่าคนจะเลือกทำอะไรหลังออกไป ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าสมัครใจหรือเปล่า หรือคิดว่าเป็นผู้ประกอบการเอง ถ้าไม่ได้เตรียมความพร้อมในส่วนของตัวเค้าเองที่จะหาอาชีพอื่นทำ ก็คงมีปัญหาในทางสังคมในระยะถัดไป เพราะฉะนั้นการตัดสินใจ ออกหรือไม่ แต่ละบุคคลต้องพิจารณาดูตัวเองให้ดีว่า ออกไปแล้วจะทำอะไรเลี้ยงชีพไปต่อไป ซึ่งปัจจุบันค่าครองชีพคงไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่ทำงาน
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณทรงตัว การจ้างงานปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.02% ขณะที่อัตราการว่างงานยังใกล้เคียงไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ 0.91% ส่วนหนี้ครัวเรือนในไตรมาส 1 ปี 2568 ลดลง 0.11% และปริมาณโรคเฝ้าระวังขยายตัว 27.2% การบริโภคโดยรวมเพิ่มขึ้น 0.2% ขณะที่คดีอาญาเพิ่มขึ้น 5.3% ส่วนอุบัติเหตุทางบกลดลง 0.2% และการร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าและบริการทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม
ผู้มีงานทำประมาณ 39.5 ล้านคน แบ่งเป็นแรงงานภาคเกษตร 10.9 ล้านคน ลดลง 0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนแรงงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 0.4% อยู่ที่ 28.6 ล้านคน ในภาคเกษตรมีแรงงานเพิ่มในกิจการขนส่งและผลิตสินค้า แต่ในภาคก่อสร้างและขนส่งปรับตัวลดลง ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ 42.7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะที่ภาคเอกชนอยู่ที่ 46.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีผู้ทำงานล่วงเวลาลดลง 8% อยู่ที่ 6.3 ล้านคน และผู้ทำงานต่ำกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ลดลง 4%
ค่าจ้างแรงงานในภาพรวมลดลง 1.9% แต่ค่าจ้างแรงงานในระบบปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.5% โดยภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้น 2.4% อยู่ที่ 14,370 บาท อัตราการว่างงานไตรมาสนี้อยู่ที่ 0.91% จำนวนผู้ว่างงานรวม 3.7 แสนคน แบ่งเป็นกลุ่มที่เคยทำงาน 1.4 แสนคน และไม่เคยทำงาน 2.3 แสนคน ลดลงประมาณ 14.8% จากไตรมาส 2/2567 โดยผู้ว่างงานส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มที่มีระดับการศึกษาอุดมศึกษาและอาชีวะ
ขณะที่ผู้ว่างงานในระบบอยู่ที่ 2.07% เพิ่มขึ้นจาก 1.88% ในไตรมาสก่อน และผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้น 5% อยู่ที่ประมาณ 2.1 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเกษตรที่รอฤดูกาลเพาะปลูก และราว 1 ใน 4 เป็นผู้สูงอายุ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB