เอกชนกังวลสุญญากาศการเมือง ฉุดลงทุน–ส่งออก หวั่นยืดเยื้อ ทำเศรษฐกิจสะดุด
เอกชนกังวลสุญญากาศการเมือง ฉุดลงทุน–ส่งออก หวั่นยืดเยื้อ ทำเศรษฐกิจสะดุด ภายใต้ความไม่แน่นอน
นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในมุมมองของภาคเอกชน โดยเฉพาะ ส.อ.ท. เห็นว่า หากการเมืองยังไม่ลงตัวและเกิดการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ การทอดเวลาออกไปอีก 4 เดือนหรือมากกว่านั้น จะยิ่งสร้างความไม่แน่นอนและไม่เป็นผลดีต่อประเทศ ภาคเอกชนส่วนใหญ่ต้องการให้ทุกอย่างดำเนินการโดยเร็ว จบเร็ว และตั้งรัฐบาลได้เร็ว เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
นายเกรียงไกร กล่าวว่า หากเกิดการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ จะต้องใช้เวลาประมาณ 45–60 วัน หลังเลือกตั้งก็ยังต้องจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจากตัวเลขในอดีตใช้เวลาอีก 2–3 เดือน หากไม่มีอุปสรรคใด ๆ รวมแล้วประเทศจะเสียเวลาอย่างน้อย 5–6 เดือน หรือครึ่งปี แต่หากยืดไปถึง 10 เดือนก็จะกระทบยาวนานถึง 9–10 เดือน ส่งผลให้ภาคเอกชนและนักลงทุนอยู่ในภาวะ wait and see ขณะที่การทำงานของรัฐบาลก็ไม่เต็มที่ แม้ไม่ถึงขั้น “เกียร์ว่าง” แต่ก็อยู่ในภาวะชะลอตัว ทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องการความเร่งด่วนล่าช้าออกไป
ในส่วนการเจรจาเรื่อง RVC (Regional Value Content) นายเกรียงไกร ระบุว่า หากเพิ่มจาก 40% เป็น 45% อุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่สามารถทำได้ แต่หากปรับเป็น 50% หรือ 60% อาจต้องใช้เวลามากขึ้น ปัจจุบันจากการสำรวจอุตสาหกรรม 20–30 กลุ่มที่ส่งออก พบว่ามีเพียง 5–6 กลุ่มที่ทำได้ ส่วนใหญ่ 80% ยังไม่สามารถปรับตัวได้ในระยะสั้น ดังนั้น ส.อ.ท. จึงเสนอให้การปรับเพิ่มทำแบบ “ขั้นบันได” ค่อย ๆ เพิ่มตามความสามารถในการปรับตัว
พร้อมกันนี้ ส.อ.ท. แสดงความกังวลต่อการค้าระหว่างไทย–กัมพูชา โดยข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคมปีนี้ ยอดการค้ารวมลดลงเกือบ 10% หรือติดลบ 9.5% โดยเฉพาะเดือนกรกฎาคม การส่งออกเหลือเพียง 370 ล้านบาท ลดลงถึง 97% ขณะที่การนำเข้าก็ลดลงเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชนในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็วจากรัฐบาลใหม่
ด้าน นายผยง ศรีวนิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ภาคการเงินได้เพิ่มมาตรการเพื่อดูแลลูกค้าที่อาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคเอกชนยังคงสูง และไม่สามารถปล่อยให้ผู้ประกอบการพึ่งพาตนเองได้โดยลำพัง การแข่งขันกับตลาดโลกจำเป็นต้องอาศัยทักษะและการสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อรองรับค่าแรงและครอบครัว
นี่คือสิ่งที่เราต้องรีบเร่งช่วยผู้ประกอบการทั้งผู้ส่งออกและซัพพลายเชนในโรงงาน เพราะปัญหาเฉพาะหน้ามีอยู่ทุกวัน รอรัฐบาลใหม่แก้ไขอยู่
นายผยง กล่าวเพิ่มเติมว่า หากเกิดสุญญากาศทางการเมืองในช่วงที่เหลือของปีนี้ เอกชนสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้บางส่วนผ่าน White Paper และ Reinvent Platform ที่จัดทำขึ้น โดยมีมาตรการทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อประคับประคองและเยียวยา อย่างไรก็ตาม การชะงักงันที่ยืดเยื้อจะทำให้กลุ่มเปราะบางเพิ่มขึ้น และทรัพยากรภาครัฐต้องใช้เพื่อประคองมากขึ้น ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการเร่งให้สถานการณ์การเมืองคลี่คลายโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่น กระตุ้นการจับจ่ายและการลงทุนใหม่
สำหรับสิ่งที่อยากฝากถึงรัฐบาลใหม่ นายผยง กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่อาจระบุได้ชัดว่าจะฝากใครหรืออย่างไร เพราะการเมืองยังไม่แน่นอน แต่สิ่งที่เอกชนรอคอยคือมาตรการที่ชัดเจน เช่น ซอฟต์โลนเพื่อสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจ และมาตรการด้านภาษี ซึ่งธนาคารมีความพร้อมที่จะรองรับ หากรัฐบาลใหม่สามารถเร่งดำเนินการได้ตรงจุดและทันเวลา
ซอฟต์โลนเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยปรับตัวธุรกิจได้ ถ้าออกมาช้าก็ยิ่งกระทบต่อระบบ แต่ถ้ารัฐบาลใหม่เร่งดำเนินการ ธนาคารพร้อมรองรับทันที
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB