กสิกรไทย ปรับ GDP ไทย 68 โต 1.8% มอง ครม.ใหม่ ฟื้นความเชื่อมั่นได้
กสิกรไทย ปรับ GDP ไทย 68 โต 1.8% จากเดิม 1.5% จากการเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ มอง ครม.ใหม่ มีศักยภาพฟื้นความเชื่อมั่นให้ไทย แนะ! ควรเร่งทำคนละครึ่ง
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ปี 68 โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้น จึงปรับประมาณการ GDP ไทย จาก 1.5% เป็น 1.8% โดยมีสาเหตุจากผลของภาษีสหรัฐ ทำให้ไทยมีการเร่งส่งออก และนโยบายของสหรัฐเองก็ยังไม่ชัดเจนและเลื่อนออกไป
เช่น ในส่วนของมาตรา 232 หรือกฎหมายของสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้ประธานาธิบดีสามารถกำหนดข้อจำกัดหรือภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าได้ หากเห็นว่าปริมาณการนำเข้าดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ ยังไม่ถูกนำมาใช้จริง จึงส่งผลให้การส่งออกของไทยดีกว่าที่กสิกรไทยคาดการณ์ไว้ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มีการปรับประมาณการ GDP ไทย เพิ่มขึ้น
ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ นายบุรินทร์ คาดหวังว่า นโยบายเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามา จะมีส่วนช่วยให้ประเทศไทยมีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น และจะมีนโยบายที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เนื่องจากมีการโหวตกันในสภาอย่างถูกต้องและรัฐบาลชุดนี้นำภาคเอกชนมาร่วมทำงานด้วย ส่งผลให้หลายภาคส่วนเริ่มมีความเชื่อมั่น แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องของระยะเวลาทำงานที่สั้นอยู่
นายบุรินทร์ ระบุว่า สิ่งที่กสิกรไทย กังวลที่สุดในตอนนี้คือ เรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เนื่องจากเป็นผลพวงจากค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐ จากการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ เข้ามาแทรกแซงการทำงานของธนาคารกลาง หรือ เฟด จึงทำให้ปีนี้เงินดอลล่าร์อ่อนค่ามาเกือบ 10% ส่งผลต่อค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นในปีนี้ประมาณ 7% ซึ่งไม่ใช่เรื่องของประเทศไทยอย่างเดียว ดังนั้นต้องรอดูว่าหลังจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่เข้ามา ทำงานร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ ก็อาจจะมีนโยบายที่เข้ามาช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้ในปลายปีนี้
ขณะที่มุมมองการทำงานของผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ นายบุรินทร์ มองว่า จะสามารถทำงานร่วมกันได้ดีเนื่องจากทราบมาว่าเพื่อนกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเชื่อว่าทั้งสองท่านจะมีนโยบายที่เอื้อกระตุ้นต่อการเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น ทั้งเรื่องการจัดการในภาคการคลัง ซึ่งเชื่อว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอยู่ที่ 1.25% ในปีนี้ และอาจได้เห็นภาคธนาคารปล่อยกู้เพิ่มมากขึ้น
ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น จะส่งผลต่อการส่งออกในปลายปีหรือไม่ นายบุรินทร์ มองว่า ปลายปีนี้จากการที่ไทยเร่งส่งออกไปเมื่อเจ็ดเดือนแรกของปี จึงทำให้ผลกระทบอาจจะยังไม่เยอะมาก นอกจากการส่งออก แต่อาจจะกระทบกับบางสินค้า และกระทบกับรายได้ของผู้ผลิตและผู้ส่งออกมากกว่า
นอกจากเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นแล้ว นายบุรินทร์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังมีความกังวลเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า เนื่องจากมีการผลัดเปลี่ยนรัฐบาล และหลังจากนี้ ถ้าหากรัฐบาลมีอายุเพียงสี่เดือนถึงเจ็ดเดือน ก็จะส่งผลให้เรื่องความต่อเนื่องหายไป
เพราะฉะนั้น ประชาชนอาจจะได้เห็นมาตรการเร่งด่วนของภาครัฐ ซึ่งก็คาดว่าจะเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ อย่างเช่น โครงการคนละครึ่ง โดยส่วนตัวมองว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ พร้อมกับแนะนำด้วย ว่า หากรัฐบาลนำโครงการคนละครึ่งกลับมาจริงและใช้งบที่ 25,000 ล้านบาท อาจไม่เพียงพอ ดังนั้นรัฐบาลควรจะเปลี่ยนรูปแบบไม่จำเป็นต้องช่วยคนละครึ่ง แต่อาจจะปรับเป็นช่วย 20-30% ก็อาจจะทำให้ ไม่ต้องกู้เงินเพิ่มและสัดส่วนหนี้สาธารณะจะได้ไม่เพิ่มขึ้นด้วย
ส่วนความคิดเห็นต่อนโยบายของ ครม. ชุดใหม่ เป็นอย่างไรบ้างนั้น นายบุรินทร์ กล่าวว่า นโยบายค่อนข้างดี แต่ต้องรอดูว่ามาตรการจะมีอะไรเพิ่มเติมจากนี้หรือไม่ แต่สิ่งที่เราอยากเห็นและเคยเสนอไปคืออยากเห็นนโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ เพื่อให้เกิดการผลิตรถยนต์ และนำรถเก่าที่อาจจะสร้างมลพิษให้กับประเทศออกไป รวมถึงอยากให้เพิ่มการดึงแรงงานจากต่างประเทศเข้ามา ซึ่งต้องรอดูว่ารัฐบาลจะทำยังไงให้ประเทศเราสามารถดึงดูดแรงงานจากต่างชาติเข้ามาได้
รวมถึงอยากแนะนำให้กระตุ้นปริมาณเรื่องอสังหาและดีมานด์การใช้จ่ายภายในประเทศ ส่วนในระยะยาวต้องรอดูต่อไป แต่ในระยะสั้นส่วนตัวมองว่านโยบายพึงพอใจ
"นอกจากการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนแล้ว มองว่า มาตรการลดภาษี และดึงดูดแรงงานต่างด้าวเข้ามา หรือแรงงานที่มีศักยภาพจากต่างประเทศเข้ามา ก็น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน และควรปรับภาษีเงินได้ให้ชัดเจนให้เท่าเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ ซึ่งในปัจจุบันต่างประเทศพยายามดึงแรงงานจากต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศของตนเองเนื่องจากเป็นแรงงานที่มีทักษะเพราะฉะนั้นตรงนี้หากประเทศไทยทำได้น่าจะเป็นการกระตุ้นที่ไม่ต้องใช้งบประมาณมาก" นายบุรินทร์ กล่าว
นายบุรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่กังวลคือหากรัฐบาลมีระยะเวลาสั้นๆ คือเรื่องที่ต้องไปเจรจากับรัฐบาลของสหรัฐ เนื่องจากนโยบายที่เราโดนลดภาษีจาก 36% เหลือ 19% นั้น ยังไม่มีความชัดเจนและยังไม่ผ่านสภา เพราะฉะนั้นตรงนี้อาจเกิดความล่าช้า และถ้าหากว่าการทำงานในรัฐบาลชุดนี้ไม่ทัน อาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลสหรัฐที่มีต่อไทยได้ว่า ทำไมประเทศไทยดำเนินการล่าช้า
ขณะที่สถานการณ์หนี้สินครัวเรือนในระยะต่อไป นายบุรินทร์ระบุว่าแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับสูงอยู่ อย่างไรก็ตามการแก้ที่ดีที่สุดคือการเพิ่มรายได้ ซึ่งก็เป็นโจทย์ของรัฐบาลที่จะต้องหาอุตสาหกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศไทย ที่จะเข้ามาทำให้เร่งรายได้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังจะต้องมีการจัดการภาคการเกษตรเกษตร คือกระตุ้นภาคการเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ เพื่อให้รายได้ของเกษตรกรปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน
และหากว่าให้จัดลำดับความสำคัญของนโยบายรัฐบาลที่ควรเร่งทำสามอันดับนั้นควรจะเร่งทำอะไรก่อน นายบุรินทร์คาดหวังว่า อยากให้รัฐบาลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งก่อน เนื่องจากว่ารัฐบาลเคยทำมาแล้วอาจจะใช้เวลาเริ่มได้เลยไม่ต้องรอ และอาจจะมีโครงการรถเก่าและรถใหม่ และการแก้กฎหมายซึ่งถ้าหากว่าทำได้ก็จะสามารถยกระดับประเทศได้ แต่ในข้อนี้น่าจะต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน
ส่วนด้านการท่องเที่ยวก็ยังจำเป็นอยู่ เพราะว่าในช่วงครึ่งปีหลังประเทศไทยเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น ซึ่งจะสามารถดึงเม็ดเงินสู่ฐานรากได้เร็วยิ่งขึ้น ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวในด้านความปลอดภัย ซึ่งเราเองก็อยากยกระดับ การท่องเที่ยวของประเทศไทยมาเน้นด้านธุรกิจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้โครงการคนละครึ่ง มีแนวโน้มที่จะกลับมาแต่จะช่วยจีดีพีไทยโตมากน้อยแค่ไหนนั้น มองว่าเม็ดเงินยังน้อยจึงมองว่าอาจจะช่วยให้GDPไทยโตได้ประมาณนึงเท่านั้น
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB