จับตา ‘คนละครึ่ง’ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ หนุน GDP ปี 68 โต 2–2.5%
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจฯ คาด GDP ปี 68 โต 2–2.5% จับตา ‘คนละครึ่ง’ พร้อมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ หนุนการใช้จ่าย-การลงทุน
รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ประจำเดือนสิงหาคม 2568 โดยระบุว่า สัญญาณเศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบางและมีความเสี่ยงสูงต่อการชะลอตัว โดยดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจรวมลดลงต่อเนื่อง 6 เดือน
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง 7 เดือน และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบกว่า 32 เดือน
ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตของผู้ประกอบการก็ลดลงเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน ถือเป็นการสะท้อนว่าความเชื่อมั่นทั้งภาคธุรกิจและประชาชนอยู่ในขาลง
รศ.ดร.ธนวรรธน์ อธิบายว่า การสำรวจครั้งนี้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งประชาชนและภาคธุรกิจยังไม่เห็นรายชื่อคณะรัฐมนตรีชัดเจน ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นใจในทิศทางการบริหารเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แม้ IMF จะปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีนขึ้น แต่ปัญหาการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ยังคงกดดัน โดยเฉพาะประเด็นศาลสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจนำไปสู่การทบทวนมาตรการภาษีการค้าและส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิต
สำหรับภาคธุรกิจในประเทศ ดัชนีการลงทุนลดลงเหลือเพียง 37 จุด และดัชนีการจ้างงานอยู่ในระดับ 36–37 จุด กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีสัดส่วนเศรษฐกิจราว 40% ของ GDP ยังสะท้อนบรรยากาศการลงทุนซบเซาและการจ้างงานไม่เด่นชัด ขณะที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ก็อยู่ในระดับเลข 3 นำเช่นเดียวกัน ส่วนภาคเกษตรเผชิญปัญหาหนักจากราคาข้าว มันสำปะหลัง และยางพาราที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นเกษตรกรถดถอยอย่างมาก
อีกปัจจัยลบคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาแตะ 31.6 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือว่าแข็งสุดในรอบ 4 ปี สร้างแรงกดดันต่อทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแรงลง นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังสะท้อนปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความยากลำบากในการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็ก
นอกจากนี้ รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวด้วยว่า ปัจจัยเสี่ยงด้านการเมืองไทยยังเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจจับตา โดยคาดหวังให้รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าทำงานอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ขณะเดียวกันยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดนที่มีมูลค่าการค้าสูง
ในมิติระหว่างประเทศ ความไม่สงบระหว่างรัสเซียและโปแลนด์ที่มีการโจมตีด้วยโดรน รวมถึงสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่อาจลุกลามและส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและไทยได้
ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 จะขยายตัวเพียง 2% โดยครึ่งปีแรกโตได้ 3% แต่ครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอตัวเหลือเพียง 1% เว้นแต่รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาหนุน
ขณะเดียวกัน การส่งออกครึ่งปีแรกขยายตัวเฉลี่ย 15% แต่ยังต้องติดตามผลจากค่าเงินบาทและสงครามการค้า ส่วนการท่องเที่ยว 8 เดือนแรกมีนักท่องเที่ยวสะสม 22 ล้านคน หากไตรมาส 4 สามารถดึงนักท่องเที่ยวได้เดือนละกว่า 3 ล้านคน จะทำให้สิ้นปีมีจำนวนนักท่องเที่ยวแตะ 33–34 ล้านคนตามเป้า
ในด้านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รศ.ดร.ธนวรรธน์ มองว่า “คนละครึ่ง” จะเป็นตัวเร่งสำคัญ โดยวงเงินตั้งต้น 25,000 ล้านบาท อาจทำให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนกว่า 70,000–100,000 ล้านบาท และหากรัฐบาลเพิ่มวงเงินเป็น 50,000 ล้านบาท จะช่วยให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 โตได้ 2–3% โดยเสนอว่าควรขยายโครงการให้ครอบคลุมถึงการใช้จ่ายใน delivery platform ด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระตุ้นการบริโภค
นอกจากนี้ หากรัฐบาลเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 และสนับสนุนการลงทุนระดับท้องถิ่น จะช่วยให้เศรษฐกิจทั้งปีโตเกิน 2.5% และอาจแตะ 3% ได้ พร้อมสร้างแรงส่งต่อไปยังปี 2569 ซึ่งจะเป็นปีแห่งการฟื้นตัวชัดเจนขึ้น
อีกปัจจัยบวกคือเงินเฟ้อที่ติดลบ ทำให้คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งในเดือนตุลาคม ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจและประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น และสร้างแรงขับเคลื่อนเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจ
รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลสามารถเดินหน้านโยบายได้อย่างรวดเร็ว ทั้งการกระตุ้นการใช้จ่าย การส่งออก การท่องเที่ยว และการดูแลค่าเงิน ความเชื่อมั่นซึ่งอยู่ในขาลงต่อเนื่องอาจหยุดลง และพลิกกลับเป็นขาขึ้นได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 เป็นต้นไป โดยเชื่อว่าจะเป็น “honeymoon period” ของรัฐบาลชุดใหม่ หากสามารถสร้างความเชื่อมั่นในช่วงแรกได้ ก็จะช่วยวางรากฐานให้เศรษฐกิจปีถัดไปฟื้นตัวอย่างแข็งแรง
หากรัฐบาลสามารถเดินหน้านโยบายได้อย่างรวดเร็ว ทั้งการกระตุ้นการใช้จ่าย การส่งออก การท่องเที่ยว และดูแลค่าเงิน ความเชื่อมั่นที่กำลังอยู่ในขาลงอาจหยุดลง และเปลี่ยนเป็นขาขึ้นได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 เป็นต้นไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB