ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ร่วงต่อเนื่อง 37 เดือน หวั่น! ความไม่แน่นอนทางการเมือง
ส.อ.ท. ชี้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ส.ค. 68 ร่วงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 37 เหตุการเมืองไม่แน่นอน–งบลงทุนเบิกจ่ายล่าช้า จี้! รัฐฯ เร่งแก้ปัญหาภาษีสหรัฐฯ–ปิดด่านชายแดน หนุนลดค่าไฟ-ดูแลบาทแข็ง ช่วยลดต้นทุนแข่งขัน
นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย นางสาวบัญชุสา พุทธพรมงคล กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ ส.อ.ท. เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 86.4 โดยปรับตัวลดลงจากระดับ 86.6 ในเดือนกรกฎาคม 2568 ถือเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องในรอบ 37 เดือน
สำหรับการปรับตัวลดลงดังกล่าวเป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภายหลังจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้สถานะนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง รวมถึงการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ยังต่ำกว่าเป้าหมาย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 – สิงหาคม 2568) ซึ่งมีการเบิกจ่ายล่าช้า
ปรากฏว่า ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ก็ยังตกต่ำต่อเป็นเดือนที่ 37 ต่อเนื่อง การปรับตัวลดลง ประเมินแล้วว่า มาจากปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งการสำรวจตรงกับช่วงที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้อ่านคำวินิจฉัย สถานภาพนายกรัฐมนตรี คนที่ 31 จึงมีความไม่แน่นอนทางการเมือง และทำให้ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมลดลง และโดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุนทางราชการยังต่ำกว่าเป้าหมาย
นอกจากนี้ ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับอัตราภาษีของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Regional Value Content (RVC) หรือสินค้าที่เปิดตลาดให้สหรัฐฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและนำเข้า อีกทั้งสถานการณ์การปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา ยังคงส่งผลให้การค้าชายแดนได้รับผลกระทบ และคาดว่าจะก่อให้เกิดการสูญเสียมูลค่าทางการค้าในเดือนสิงหาคมกว่า 14,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะเดียวกัน ยังพบว่าสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซากจากพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการค้าและการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงการที่แรงงานกัมพูชาทยอยเดินทางกลับประเทศ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระยะสั้นในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น
อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคม ยังมีปัจจัยบวกหลายประการ ได้แก่ การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.75% เหลือ 1.50% ต่อปี ซึ่งช่วยบรรเทาภาระทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้อนุมัติงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 1.85 หมื่นล้านบาท โดยจัดสรร 1 หมื่นล้านบาทเข้าสู่กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกัน ยอดขายรถยนต์ในประเทศมีแนวโน้มขยายตัว โดยได้รับแรงหนุนจากการจัดงาน BIG Motor Sale 2025 โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า
จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,350 ราย ครอบคลุม 47 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนสิงหาคม 2568 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ 72.6% นโยบายภาครัฐ 60.4% อัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) 45.7% ส่วนปัจจัยที่มีความกังวลลดลง ได้แก่ เศรษฐกิจโลก 61.0% การเข้าถึงสินเชื่อ 35.1% ราคาพลังงาน 32.4% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 26.1%
สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลงเช่นกัน อยู่ที่ระดับ 88.9 ลดลงจาก 89.2 ในเดือนกรกฎาคม 2568 เนื่องจากความกังวลต่อความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อาจกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ อาทิ การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ปัญหาชายแดน และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และอุปสงค์จากประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มลดลง หลังการบังคับใช้มาตรการ Reciprocal Tariff ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและส่งออกของไทย ประกอบกับความเสี่ยงการถูกเก็บภาษี 40% จากความไม่ชัดเจนของเงื่อนไขสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า
คาดว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนกันยายน 2568 จะปรับตัวดีขึ้น หลังจากที่มีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ เข้ามาบริหารนโยบายของประเทศ ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงระยะเวลาสั้น แต่ก็เชื่อว่าจะตั้งใจทำงานเพื่อประเทศ
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่คาดว่าจะช่วยประคับประคองสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ได้แก่ โครงการคนละครึ่งที่จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ กระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน และเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในช่วง High season (ช่วงพฤศจิกายน- ธันวาคม 2568) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อการใช้จ่าย และการบริโภคสินค้า
ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ 4 ข้อ
ระยะสั้น
1. เสนอให้ภาครัฐเร่งติดตามข้อสรุปเกี่ยวกับเงื่อนไขภาษี Reciprocal Tariff โดยเฉพาะประเด็น Regional Value Content (RVC) รวมถึงรายการสินค้าที่ไทยจะเปิดตลาดให้สหรัฐฯ เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมในการรับมือผลกระทบ
2. ขอให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณด้านรายจ่ายลงทุนในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมดำเนินโครงการภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569
3. เสนอให้ภาครัฐเร่งรัดการออกมาตรการช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเป็นรูปธรรม เช่น สามารถนำรายจ่ายค่าขนส่งและโลจิสติกส์ส่วนเพิ่มมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่า เป็นต้น
4. ขอให้ภาครัฐปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อสนับสนุนการนำวัสดุที่เหลื
ส่วนระยะยาว
เสนอขอให้ภาครัฐปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อสนับสนุนการนำวัสดุที่เหลือใช้และผลิตภัณฑ์พลอยได้ไปใช้ประโยชน์ในการทำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน
นอกจากนี้ กรณีที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีนโยบายลดค่าไฟฟ้าอย่างน้อย 4 สตางค์ต่อหน่วยจากงวดปัจจุบัน ภาคเอกชน มองว่า ถือเป็นการช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ และช่วยลดต้นทุนในการผลิตและช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับภาคเอกชน พร้อมคาดหวังว่าในอนาคตจะมีการปรับลดค่าไฟฟ้าลงอีก แต่ต้องไม่กระทบความมั่นคงด้านพลังงาน
ส่วนการที่เงินบาทแข็งค่า ต้องยอมรับว่า กระทบต่อภาคอุตสาหกรรม โดยหลายกลุ่มอุตสาหกรรมมีเสียงสะท้อนกลับมา เนื่องจากทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งลดลง โดยรัฐบาลใหม่ได้ให้คำมั่นว่าจะพิจารณาเรื่องการกำกับดูแลค่าเงินบาทเป็น เรื่องเร่งด่วนอันดับต้นๆ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB